วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 26) :
คอลิดพิชิตเมืองดะมัสกัส
หลังจากยุทธการที่ยัรมูกสิ้นสุดลงและกองทัพโรมันพ่ายแพ้ ข่าวได้มาถึงอบูอุบัยดะฮฺ บินอัลญัรร็อหฺ ว่า ทหารโรมันที่ถอยร่นได้ไปรวมตัวกันที่บริเวณเมืองฟิหลฺ และในขณะเดียวกันก็มีกองหนุนใหม่เคลื่อนทัพจากเมืองฮอมส์มุ่งหน้าไปยังดะมัสกัส อบูอุบัยดะฮฺเกิดความลังเลว่า จะเริ่มโจมตีที่ดะมัสกัสหรือเมืองฟิหลฺก่อนดี ท่านจึงเขียนจดหมายไปปรึกษาท่านเคาะลีฟะฮฺอุมัร และได้รับคำตอบกลับมาว่า “จงเริ่มที่ดะมัสกัสก่อน เนื่องจากที่นั่นคือป้อมปราการแห่งแคว้นชามและเป็นศูนย์กลางอาณาจักรของศัตรู” คำสั่งนี้เปรียบเสมือนลูกศรที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นอกจากต้องปฏิบัติตามทันที อบูอุบัยดะฮฺจึงนำกองทัพผู้ศรัทธาจำนวน 20,000 นาย มุ่งหน้าสู่ดะมัสกัส
ดะมัสกัสเปรียบดั่งเจ้าสาวแห่งแค้วนแชมและดอกไม้แห่งยุคสมัย เป็นเมืองที่ผูกพันกับหัวใจของเหล่าบรรดาเศาะหาบะฮฺและเป็นที่จับตามองของพวกเขา จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวไว้ว่า “ความดีงามจงมีแด่แชม แท้จริงมวลมลาอิกะฮฺของพระผู้ทรงกรุณาปรานีได้กางปีกปกป้องดินแดนแห่งนี้ไว้” การพิชิตในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์เชลย แต่คือการต่อสู้ในหนทางของศาสนา หลักศรัทธา ภารกิจ และอุดมการณ์
เมื่อกองทัพมุสลิมมาถึงดะมัสกัส พวกเขาพบว่าเมืองนี้มีป้อมปราการที่แน่นหนา มีกำแพงสูงตระหง่าน คูเมืองที่เต็มไปด้วยน้ำ และประตูเมืองที่แข็งแกร่งราวกับปราสาทที่ยากจะบุกทะลวง กองทัพมุสลิมจึงทำการปิดล้อมอย่างหนักหน่วง ประการแรก พวกเขาตัดเส้นทางทั้งหมดที่มุ่งสู่ดะมัสกัส โดยเฉพาะเส้นทางจากฮอมส์และแอนติออก และได้จัดตั้งกองกำลังทหารภายใต้การนำของท่านอบุดดัรดาอ์ เพื่อสกัดกั้นการสนับสนุนและเสบียงจากพวกโรมัน ประการที่สอง ดะมัสกัสมีประตูเมืองทั้งหมด 6 บาน พวกเขาจึงทำการโอบล้อมประตูทั้งหมดและวางกองกำลังทหารไว้ทุกจุด โดย ชุเราะหฺบีล บินหะซะนะฮฺ ประจำที่ประตูเล็กทางทิศเหนือ, อัมรู บินอัลอาศ ประจำที่ประตูโทมัสทางทิศเหนือเช่นกัน, ยะซีด บินอบีสุฟยาน ประจำที่ประตูทิศใต้, อบูอุบัยดะฮฺ บินอัลญัรร็อหฺ ประจำที่ประตูทิศตะวันตก และคอลิด บินอัลวะลีด ประจำที่ประตูทิศตะวันออก
ด้วยความเย่อหยิ่ง พวกโรมันคิดว่าทหารมุสลิมไม่อาจทนทานต่อการปิดล้อมกำแพงเมืองดะมัสกัสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับความโหดร้ายของฤดูหนาว ทว่าบุรุษผู้เปี่ยมศรัทธาและความอดทนเหล่านี้ก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้ถึง 4 เดือน แม้ว่าการปิดล้อมจะทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าจากความยากลำบาก การรอคอย สภาพอากาศที่หนาวเย็น ฝนตก ความหิวโหย และความหวาดระแวงว่ากองหนุนของโรมันอาจโจมตีเข้ามาได้ทุกเมื่อ แต่พวกเขาก็อดทนเยี่ยงชายชาตรี
จุดเปลี่ยนของเหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนหนึ่ง เมื่อคอลิด บินอัลวะลีด สังเกตเห็นสถานการณ์ที่ผิดปกติไปจากทุกคืนตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา ท่านสังเกตเห็นได้อย่างไร? ก็เพราะท่านคืออัศวินและแม่ทัพผู้มีไหวพริบเป็นเลิศ มีสายตาดุจเหยี่ยวที่คอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ คอลิดเป็นคนที่ไม่เคยหลับใหล ทั้งมิตรและศัตรูต่างขนานนามท่านว่าเป็น “บุรุษผู้ไม่เคยหลับ และไม่ปล่อยให้ใครได้หลับ” ในทุก ๆ วัน ท่านจะเคลื่อนไหวไปทุกทิศทางโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย เพื่อลาดตระเวนภาคสนามรอบเมืองดะมัสกัส โดยมองหาเพียงสิ่งเดียวคือ “ช่องโหว่”
ในคืนหนึ่ง ท่านสังเกตเห็นศีรษะของทหารยามบนกำแพงเมืองโอนเอนไปมา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาด ท่านจึงสืบหาข้อมูลในแบบของท่าน จนทราบว่าชาวเมืองดะมัสกัสกำลังเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในโอกาสที่พระอัครบิดร (Patriarch) ของพวกเขามีบุตร พวกเขาจึงใช้เวลาตลอดทั้งคืนไปกับการเต้นรำและดื่มสุรา จนความมึนเมาเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ
นี่แหละคือช่องโหว่ที่ปรากฏขึ้น และใครเล่าที่จะเปลี่ยนช่องโหว่นี้ให้เป็นโอกาสได้? แน่นอนเขาก็คือ “คอลิด บินอัลวะลีด” อย่างไม่ต้องสงสัย อัจฉริยภาพของอัศวินผู้นี้ได้ตื่นขึ้น และเวลาแห่งปฏิบัติการก็มาถึง ในคืนที่เมืองดะมัสกัสกำลังมึนเมา คอลิดได้เข้าไปหานักบวชที่อยู่ใกล้เคียง (ซึ่งพร้อมช่วยเหลือ) เพื่อขอรับบันไดเชือก และตัดสินใจที่จะปีนกำแพงเมือง ท่านรวบรวมสหายร่วมรบ ได้แก่ อัลเกาะอฺกออฺ บินอัมรู, มัซอูร บินอะดีย์ และเหล่านักรบผู้ไม่รู้จักการนอนหลับ ท่านกระซิบสั่งการทหารในหน่วยของท่านว่า “หากพวกท่านได้ยินเสียงตักบีรดังกึกก้องขึ้นบนกำแพง จงปีนตามขึ้นมาหาเรา มุ่งหน้าไปที่ประตูเมืองแล้วเปิดมันออก” เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น โดยที่อบูอุบัยดะฮฺ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ และทหารคนอื่น ๆ ไม่ล่วงรู้เลย เพราะคอลิดกำลังแข่งกับเวลาเพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ก่อนที่ชาวเมืองจะสร่างเมา และก่อนที่คืนนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อดวงตะวันปรากฏขึ้น
คอลิดและพรรคพวกใช้ถุงลมข้ามคูน้ำไปจนถึงกำแพง และปีนขึ้นไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อถึงยอดกำแพง ท่านก็เปล่งเสียงตักบีร “อัลลอฮุอักบัร” เมื่อนั้นเองกองกำลังกลุ่มที่สองก็เริ่มเคลื่อนไหว ปีนกำแพงขึ้นไปและบุกทะลวงเปิดประตูทางทิศตะวันออกจากด้านใน กองทหารของคอลิดจึงได้เหยียบย่างลงบนผืนดิน ชาวดะมัสกัสตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวต่อคมดาบของคอลิด พวกเขาจึงรีบวิ่งไปยังประตูทิศตะวันตกเพื่อไปหาอบูอุบัยดะฮฺ ปลุกท่านขึ้นจากภวังค์เพื่อขอทำสนธิสัญญาทันที อบูอุบัยดะฮฺได้ตกลงมอบสันติภาพให้แก่พวกเขา โดยที่ไม่ทราบเลยว่ากองกำลังของคอลิดได้บุกทะลวงเข้าเมืองจากอีกฝั่งหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ดะมัสกัสจึงถูกพิชิตด้วย 2 รูปแบบในคราวเดียวกัน นั่นคือ ประตูหนึ่งเปิดออกด้วยสนธิสัญญา และอีกประตูหนึ่งเปิดออกด้วยกำลังทหาร นับเป็นหนึ่งในฉากการพิชิตที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในประวัติศาสตร์
ในช่วงกลางเดือนเราะญับ ปีที่ 14 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช เมืองโบราณแห่งนี้ได้ถูกกำหนดให้ถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง ศาสนาอิสลามได้เข้าสู่ดะมัสกัส และทำลายความเย่อหยิ่งของพวกโรมันที่เคยหลงคิดว่า ตนเองไม่มีวันพ่ายแพ้ลงที่หน้าประตูเมืองแห่งนี้ แม่ทัพทั้งสองคือ คอลิดและอบูอุบัยดะฮฺ ได้มาพบกันที่ใจกลางเมืองดะมัสกัส ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความปิติยินดี ความฝันได้กลายเป็นจริงแล้ว นี่คือดะมัสกัส เมืองของบรรดานบี ดินแดนแห่งนักปราชญ์ และที่พำนักของเหล่าวะลีย์ ในวันนี้บทใหม่ของอิสลามซึ่งจะกลายเป็นอมตะของเมืองแห่งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เป็นบทที่ธงแห่งศรัทธาจะโบกสะบัด เสียงอะซานจะดังกังวาน และเสียงการอ่านอัลกุรอานจะดังกระหึ่มไปทั่ว
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





