วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 27) :
คอลิดพิชิตเมืองโฮมส์
หลังจากที่กองทัพโรมันพ่ายแพ้ในหลายสมรภูมิ เหล่าผู้ปราชัยได้ไปรวมตัวกันที่ป้อมปราการอันแน่นหนาแห่งหนึ่งในภูมิภาคฟะหลฺ (หรือฟิหลฺ) บริเวณลุ่มแม่น้ำจอร์แดน จนกระทั่งกลายเป็นกองทัพขนาดมหึมาที่มีทหารราว 100,000 นาย ภายใต้การนำของแม่ทัพผู้แข็งแกร่งนามว่า “ษักลาร” การรวมตัวของทหารโรมันที่ฟะหลฺถือเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพมุสลิม เนื่องจากพวกเขาตั้งอยู่บนเส้นทางส่งเสบียงของฝ่ายมุสลิมระหว่างแคว้นชามและคาบสมุทรอาหรับ
เมื่อสามารถพิชิตเมืองดามัสกัสได้แล้ว อบูอุบัยดะฮฺจึงได้แต่งตั้งให้ยะซีด บินอบีสุฟยาน เป็นผู้ปกครองเมือง ส่วนตัวท่านนั้นได้นำกองทัพมุ่งหน้าไปยังฟะหลฺ โดยมีชุเราะหฺบีล บิน หะสะนะฮฺ เป็นผู้บัญชาการใหญ่ และมีคอลิด บินอัลวะลีด เป็นทัพหน้า เมื่อไปถึงฟะหลฺ กองทัพมุสลิมต้องประหลาดใจกับสิ่งกีดขวางทางน้ำที่กองทัพโรมันสร้างขึ้น ซึ่งเป็นทั้งยุทธวิธีและแนวป้องกันที่ชาวมุสลิมไม่เคยพบเจอมาก่อน กองทัพโรมันได้ขุดคลองจากทะเลสาบทิเบเรียสและปล่อยน้ำให้ท่วมรอบพื้นที่ฟะหลฺ ทำให้พื้นดินกลายเป็นโคลนตมที่ไม่สามารถเดินผ่านได้ และกลายเป็นกับดักที่ไม่มีใครหนีพ้น เปรียบเสมือนกำแพงโคลนที่ทหารและม้าต้องจมลงไป
กองทัพมุสลิมรู้สึกสับสนและรังเกียจที่จะต้องต่อสู้ในโคลนตม จึงได้ส่งสาส์นไปยังท่านอุมัร บิน อัลค็อฏฏ็อบ เพื่อขอคำแนะนำในการรับมือกับยุทธวิธีใหม่ของโรมันนี้ ในระหว่างที่พวกเขารอการตอบกลับจากอุมัร กองทัพโรมันไม่ได้ปล่อยให้พวกเขารอนาน พวกเขาได้เปิดฉากจู่โจมกองทัพมุสลิมแบบสายฟ้าแลบในเวลากลางคืน แต่ทว่าชุเราะหฺบีล บินหะสะนะฮฺ มีความตื่นตัวอยู่เสมอ ท่านไม่เคยหลับใหลหรือตื่นขึ้นมาโดยปราศจากความพร้อมและเตรียมกำลังรบ ทำให้กองทัพมุสลิมลุกขึ้นสู้อย่างพร้อมเพรียงกันราวกับเป็นคน ๆ เดียวกัน การต่อสู้จึงปะทุขึ้นและดำเนินไปอย่างดุเดือดตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
ในวันถัดมา พวกเขายังคงต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง แต่ทว่าอัลลอฮฺจะไม่ทรงผิดสัญญา สถานการณ์จึงได้พลิกผันไปอย่างน่าประหลาดใจ สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด? เกิดขึ้นเมื่อษักลาร แม่ทัพของโรมันถูกสังหาร ทำให้กองทัพโรมันเกิดความสับสนวุ่นวายและแตกพ่าย พวกเขาพากันหลบหนีไปยังสิ่งกีดขวางทางน้ำและโคลนตมที่พวกเขาได้เตรียมไว้สำหรับชาวมุสลิม แต่แล้วสิ่งนั้นกลับกลายเป็นหลุมฝังศพของพวกเขาเอง ม้าของพวกเขาจมลงไปในโคลน ขาของพวกเขาติดหล่ม ทำให้พวกเขากลายเป็นเป้านิ่งที่ง่ายดายสำหรับดาบและหอกของทหารมุสลิม จนกระทั่งนักประวัติศาสตร์กล่าวว่า “ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นที่ฟะหลฺ และการเข่นฆ่าเกิดขึ้นในโคลนตม” นี่คือวิถีของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงสร้างเหตุปัจจัยแห่งชัยชนะในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด ชาวมุสลิมเคยรังเกียจที่จะต่อสู้ในโคลนตม แต่สิ่งนั้นกลับกลายเป็นอาวุธแห่งชัยชนะของพวกเขา
หลังจากชัยชนะที่ฟะหลฺ อบูอุบัยดะฮฺ พร้อมด้วยคอลิด บินอัลวะลีด ได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองโฮมส์เพื่อสานต่อเส้นทางการพิชิตและให้คาราวานแห่งแสงสว่างได้ดำเนินต่อไป อบูอุบัยดะฮฺมาถึงโฮมส์และได้ทำการปิดล้อมเมืองอย่างแน่นหนา จากนั้นคอลิด บิน อัลวะลีด ก็ตามมาสมทบ ทำให้ทั้งสองกองทัพปิดล้อมเมืองจากทุกทิศทุกทาง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่หนาวเหน็บรุนแรง เป็นช่วงเวลาที่ก้อนหินแทบจะแตกร้าวจากความโหดร้ายของความหนาวเย็น ภายในกำแพงเมือง ชาวเมืองโฮมส์ต่างพูดคุยกันด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่งว่า “จงอดทนรักษาเมืองของพวกท่านไว้เถิด เพราะพวกนั้นคือคนเท้าเปล่า หากพวกเขาเจอความหนาวเย็น เท้าของพวกเขาก็จะแตก และพวกเขาจะต้องถอยกลับไปในที่ที่จากมาแน่นอน”
ทว่าเหล่าเศาะหาบะฮฺกลับมีความอดทนอย่างยิ่งต่อความหนาวเย็นที่เสียดแทงกระดูกและทำให้แขนขาแข็งทื่อ ความหนาวเย็นที่รุนแรงนี้ไม่เพียงแต่เศาะหาบะฮฺเท่านั้นที่ต้องเผชิญ ทหารโรมันเองก็ได้รับความทุกข์ทรมานเช่นกัน มีเรื่องเล่าว่าทหารโรมันบางคนที่กลับจากการประจำการ อาจสูญเสียเท้าของตนที่อยู่ในรองเท้าบูทเนื่องจากอากาศเย็นรุนแรง ในขณะที่เหล่าเศาะหาบะฮฺไม่มีสิ่งใดสวมใส่ที่เท้าเลยนอกจากรองเท้าแตะ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีเท้าของใครได้รับอันตรายหรือนิ้วมือนิ้วเท้าแข็งทื่อ ซึ่งถือเป็นการคุ้มครอง (หรือกะรอมะฮฺ) จากอัลลอฮฺที่ประทานให้แก่นักรบผู้ทรงเกียรติของพระองค์
วันเวลาผ่านไป การปิดล้อมก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และชาวเมืองโฮมส์เริ่มรู้สึกขาดแคลนเสบียง นักปราชญ์บางคนในหมู่พวกเขาจึงเสนอว่า “ทำสัญญาสงบศึกกับพวกเขาเถิด ก่อนที่เราจะพินาศ” แต่พวกเขาปฏิเสธการประนีประนอมเพราะหลงระเริงในอำนาจของตนและกล่าวว่า “เราจะยอมจำนนได้อย่างไร ในเมื่อจักรพรรดิ (เฮราคลิอุส) อยู่ใกล้เราแค่นี้เอง” ณ จุดนี้เอง อิบนุกะษีรได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่สะเทือนอารมณ์ หากเรื่องนี้เป็นความจริง ท่านได้กล่าวว่า ในบางวันเหล่าเศาะหาบะฮฺได้กล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) ด้วยเสียงอันดังกึกก้องจนทำให้เมืองโฮมส์สั่นสะเทือนและทำให้กำแพงบางส่วนปริร้าว จากนั้นพวกเขาก็ได้กล่าวตักบีรอีกครั้ง ซึ่งทำให้บ้านเรือนบางหลังพังทลายลง ประชาชนทั่วไปจึงรีบเร่งไปหาผู้นำของตนและกล่าวว่า “พวกท่านไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นและสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่หรือ? พวกท่านจะไม่ทำสัญญาสงบศึกกับพวกเขาหรือ?” และในที่สุดพวกเขาก็ยอมจำนน และนั่นคือการพิชิตเมืองโฮมส์
ช่างยิ่งใหญ่เสียนี่กระไรสำหรับการคุ้มครองที่อัลลอฮฺได้สนับสนุนเหล่าเศาะหาบะฮฺ จริงอยู่ที่ร่างกายของพวกเขาไร้เครื่องป้องกันและเท้าของพวกเขาเปลือยเปล่า แต่อาวุธของพวกเขาคือการกล่าวตักบีร และเสบียงของพวกเขาคือความยำเกรง (ตักวา) ซึ่งสอดคล้องกับพระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า “และจงเตรียมเสบียงเถิด เพราะแท้จริงแล้วเสบียงที่ดีที่สุดคือความยำเกรง”
เมืองโฮมส์ถูกพิชิตด้วยการตักบีรของบรรดาเศาะหาบะฮฺ เพราะพวกเขาคือบุรุษผู้ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พวกเขาได้ให้สัญญากับอัลลอฮฺไว้ พวกเขาไม่ได้ชนะด้วยจำนวนที่มากกว่า หรือด้วยอาวุธที่ทรงพลังกว่า หรือด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า แต่พวกเขาชนะด้วยหัวใจที่ผูกพันกับพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความศรัทธาอันแน่วแน่ที่ก้าวเดินบนผืนดิน และด้วยจิตวิญญาณที่มองเห็นแต่เพียงสรวงสวรรค์ การพิชิตเมืองโฮมส์ไม่ใช่เพียงการพิชิตด้วยคมดาบเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิชิตหัวใจผู้คนอีกด้วย
เหล่าเศาะหาบะฮฺเข้าสู่เมืองโฮมส์และเติมเต็มเมืองด้วยความยุติธรรมและความเมตตา จนกระทั่งชาวเมืองได้กล่าวคำพูดที่สมควรจารึกไว้ด้วยน้ำตาแห่งความปีติว่า “โอ้ชาวมุสลิมเอ๋ย พวกท่านเป็นที่รักสำหรับเรามากกว่าพวกโรมันเสียอีก พวกท่านมีความยุติธรรมต่อเรามากกว่า ยับยั้งการกดขี่ข่มเหงเรา และปกครองเราด้วยความดีงาม” อัลลอฮุอักบัร! ประชาชาติหนึ่งเข้าสู่เมืองต่าง ๆ ด้วยหอก แต่กลับเข้าสู่หัวใจของผู้คนด้วยจริยธรรมอันงดงาม นี่คือวิถีของเหล่าเศาะหาบะฮฺ นี่คือมรดกที่เราใช้หล่อเลี้ยงชีวิต และนี่คือประวัติศาสตร์ที่เราเล่าขานด้วยความภาคภูมิใจ
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





