วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 1) :
นักวิชาการตะวันตกกล่าวถึงท่านคอลิดอย่างไร?
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
ชนชาติที่ไร้ความทรงจำ คือชนชาติที่ไร้จิตวิญญาณ ดำเนินไปโดยไร้อดีตและหลงทางโดยไร้อนาคต ด้วยเหตุนี้ ชาติที่ไม่มีประวัติศาสตร์จึงมักสร้างประวัติศาสตร์จากภาพลวงตาขึ้นมา และชาติที่ไร้วีรบุรุษก็มักจะปั่นแต่งฮีโร่ผู้มีพลังพิเศษขึ้นจากจินตนาการ สร้างพวกเขาขึ้นในภาพยนตร์ ให้พวกเขาเหาะเหินเดินอากาศเพื่อปกปิดอดีตอันมืดมนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ความอยุติธรรม และการทำลายล้าง
ในทางกลับกัน ประชาชาติอิสลามนั้นมีวีรบุรุษที่เติมเต็มแผ่นดินด้วยความสัตย์จริง ความยุติธรรม และแสงสว่าง ทว่าศัตรูของเราได้ลบเลือนหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของเราออกจากอารยธรรมมนุษย์ ในคณะวิทยาศาสตร์ของตะวันตก พวกเขาสอนประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์แก่นักศึกษาโดยเริ่มจากยุคกรีกและโรมัน จากนั้นก็ข้ามประวัติศาสตร์ของเราไป แล้วกระโดดเข้าสู่ยุคเรอเนซองส์ของยุโรปทันที ประหนึ่งว่าพวกเราไม่เคยมีตัวตนอยู่
เช่นเดียวกับในโรงเรียนเตรียมทหาร พวกเขาจงใจข้ามหน้าประวัติศาสตร์แห่งเกียรติยศของเราเสมือนว่ามันไม่เคยถูกจารึก พวกเขาพูดถึงนโปเลียน อเล็กซานเดอร์ เจงกิสข่าน ติมูร์ และฮันนิบาล แต่กลับเพิกเฉยต่อคอลิด บิน อัลวะลีด, อัมรู บินอัลอาศ, สะอดฺ บินอบีวักก็อศ), อัลมุษันนา และอัลเกาะอฺกออฺ
อย่างไรก็ตาม ช่างมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่าง “การรุกราน” ของพวกเขา กับ “การพิชิต” ของเรา การรุกรานของพวกเขาเต็มไปด้วยเหล็กไหล ไฟสงคราม และการทำลายล้าง ทั้งต่อชีวิตมนุษย์และอารยธรรม ผู้ชนะจะดำรงตนด้วยความลำเอียง หยิ่งยโส และกดขี่ ในขณะที่ผู้แพ้ก็เฝ้ารอคอยโอกาสแก้แค้น
แต่สำหรับการพิชิตของเราหรือการพิชิตแบบอิสลามนั้นเป็นเรื่องราวที่ต่างออกไป มันเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์โดยธรรมชาติและมีความพิเศษในแก่นแท้ มันไม่ใช่การรุกรานแผ่นดิน แต่เป็นการพิชิตหัวใจผู้คน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ความเมตตา และแสงสว่างแห่งศรัทธา เป็นการพิชิตที่เข้ามาเพื่อขัดเกลา ไม่ใช่เพื่อทำลาย เข้ามาเพื่อมอบชีวิต ไม่ใช่เพื่อทำให้สูญสิ้น
เราได้พิชิตซีเรีย แต่คุณสามารถแยกแยะในซีเรียตอนนี้ได้หรือไม่ว่า ใครคือลูกหลานของผู้พิชิต และใครคือลูกหลานของคนท้องถิ่นที่ถูกพิชิต? ไม่เลย…นั่นเป็นเพราะเมื่ออิสลามเข้าไปยังดินแดนใด มันจะตั้งมั่น และคงอยู่ และผู้คนในดินแดนนั้นจะหลอมรวมเข้ากับหลักคำสอนและผสมผสานเป็นหนึ่งเดียว
ดูอย่างอิรัก อียิปต์ และอินโดนีเซีย ดินแดนเหล่านี้เคยผ่านทั้งการล่าอาณานิคมและอิสลาม การล่าอาณานิคมนั้นจากไปแบบไม่หวนกลับ แต่อิสลามยังคงอยู่และจะคงอยู่ตลอดไปจนกว่าอัลลอฮฺจะประสงค์ นั่นเพราะชาวมุสลิมไม่ได้พิชิตดินแดนเพื่อกดขี่ผู้คน หรือเพื่อกอบโกยทรัพยากร ทว่าเพื่อแบ่งปันความดีงามและนำแสงสว่างแห่งทางนำไปสู่พวกเขา นั่นคือการพิชิตที่กาลเวลาไม่อาจทำให้เลือนหายไปได้
วีรบุรุษแห่งการพิชิตนี้ได้เดินทางออกจากคาบสมุทรอาหรับ มุ่งหน้าไปทางตะวันออกสู่อิรัก เปอร์เซีย และคุรอซาน ลึกเข้าไปในอินเดียจนถึงชายแดนจีน และมุ่งหน้าไปทางตะวันตกสู่อียิปต์และแอฟริกา จนกระทั่งถึงมหาสมุทร (แอตแลนติก) ที่ซึ่งอุกบะหฺ บินนาฟิอฺ หยุดม้าของเขาที่ริมฝั่ง พร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นและกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ หากไม่ใช่เพราะทะเลนี้แล้ว ข้าพระองค์จะก็ยังคงเดินหน้าต่อสู้ในหนทางของพระองค์ต่อไป”
จากจุดนั้น กองทัพแห่งศรัทธาได้เดินทางข้ามทะเลไปยังอันดาลุส (สเปน) จนไปถึงใจกลางฝรั่งเศส พวกเขาเดินเท้า ไม่มีพาหนะที่รวดเร็ว ไม่มีเสบียงอาหารมากมาย มีเพียงอินทผลัมไม่กี่เม็ดต่อวัน แต่พวกเขามีหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ซึ่งจะไม่ยอมอ่อนข้อแก่ผู้ใดนอกจากเพื่ออัลลอฮฺ เป็นอัศวินในยามเช้าและผู้ภักดี (ดั่งนักบวช) ในยามราตรี เป็นกองทัพที่ไม่ได้รวมตัวกันด้วยคำสั่งทางทหาร แต่รวมตัวกันด้วยหลักศรัทธาที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ”
ณ แนวหน้าของผู้พิชิตเหล่านี้ ท่าน “คอลิด บินอัลวะลีด” ที่ผ่านสมรภูมิรบมามากกว่า 100 ครั้ง โดยไม่เคยพ่ายแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งในการเผชิญหน้ากับจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิเปอร์เซีย และชนเผ่าอาหรับต่าง ๆ ท่านมีความสามารถอันยอดเยี่ยมในการวางแผนการทหาร ความฉลาดทางยุทธศาสตร์ การดำเนินกลยุทธ์ในการรบ ยุทธวิธีสงคราม การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด และการตัดสินใจที่รวดเร็ว ประกอบกับความกล้าหาญที่เหนือชั้น
ความสามารถของท่านทำให้ชาวตะวันตกต้องตกตะลึงจนไม่อาจซ่อนความชื่นชมในอัจฉริยภาพของท่านไว้ได้
• ฮิวจ์ เคนเนดี (Hugh Kennedy) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ กล่าวว่า “นักวิชาการสมัยใหม่ยกย่องให้คอลิด บินอัลวะลีด เป็นปรมาจารย์ด้านยุทธศาสตร์การทหาร”
• โมเช่ กิล (Moshe Gil) นักประวัติศาสตร์ชาวยิว กล่าวว่า “การเดินทัพของคอลิด บินอัลวะลีด จากอิรักสู่ชาม เป็นก้าวย่างที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้ในประวัติศาสตร์ และการเคลื่อนพลนี้เป็นสิ่งยืนยันว่า คอลิดคือผู้นำที่เหนือมนุษย์”
• ฟิลิป ฮิตติ (Philip Hitti) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า “การรณรงค์ทางทหารของคอลิด บินอัลวะลีด ร่วมกับอัมรู บินอัลอาศ ถือเป็นหนึ่งในการรณรงค์ที่ดำเนินการได้อย่างชาญฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์สงคราม มันเทียบได้กับการรณรงค์ของนโปเลียนและอเล็กซานเดอร์”
• เดวิด นิโคล (David Nicolle) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า “คอลิด บินอัลวะลีด ถือเป็นอัจฉริยะทางยุทธวิธีของรัฐอิสลามที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมา ซึ่งแม้จะมีจำนวนน้อยกว่า แต่ก็สามารถเอาชนะกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดได้”
แม้เราจะไม่ต้องการคำยืนยันจากชาวตะวันตกเหล่านี้ แต่นี่คือคำยืนยันจากคู่แข่งก่อนที่จะเป็นมิตร และสัจธรรมนั้นคือสิ่งที่แม้แต่ศัตรูก็ยังต้องยอมรับ
ท่านคอลิดคงจะไม่ได้เป็นอะไรเลยหากปราศจากทางนำ หากไม่มีทางนำจากอัลลอฮฺ ท่านคงไม่ได้ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ และคงไม่มีร่องรอยหรือการถูกกล่าวถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกเริ่ม ท่านเคยกระทำความผิดที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือการทำสงครามต่อต้านท่านศาสดามุฮัมหมัดในหลายสมรภูมิ แต่เมื่อท่านคอลิดเข้ารับอิสลามและกล่าวคำปฏิญาณตน เพียงไม่กี่วัน ท่านก็กลายเป็นคอลิดคนใหม่ คือกลายเป็น “คอลิด ดาบของอัลลอฮฺที่ถูกชักออกมา”
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ซีรีส์อันจำเริญนี้ ที่จะบอกเล่าเรื่องราว “วันเวลาของคอลิด” คือวันเวลาที่ท่านคอลิดได้จารึกไว้ด้วยศรัทธาและอัจฉริยภาพ และในวันพรุ่งนี้ เราจะเริ่มเล่าขานตำนานจากจุดเริ่มต้น… จากชายผู้เป็นอัศวินที่มีชื่อว่า “คอลิด” ก่อนที่ท่านจะรู้จักกับหนทางแห่งทางนำ
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





