วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 4) :
คอลิดอยู่ที่ไหนขณะเกิดสมรภูมิบัดรฺ?
เสียงกลองรบดังก้องไปทั่วขอบฟ้าแห่งคาบสมุทรอาหรับ ณ เมืองมะดีนะฮฺ ผู้ศรัทธาจำนวน 300 กว่าคนได้เตรียมพร้อมรบ ในขณะที่ฝ่ายกุร็อยชฺได้ยกทัพชายฉกรรจ์กว่า 1,000 คน ซึ่งประกอบด้วยบรรดาผู้นำและชนชั้นสูง โดยมีบุตรชายของอัลวะลีด บินอัลมุฆีเราะฮฺ ทายาทแห่งความรุ่งโรจน์ของยุคก่อนอิสลามอยู่แนวหน้า ในสมรภูมิรบกองกำลังทั้งสองได้ปะทะกัน และชัยชนะจากอัลลอฮฺก็มาสู่บรรดาผู้ศรัทธา กองทัพกุร็อยชฺถูกบดขยี้อย่างราบคาบ และความน่าเกรงขามของรูปเคารพก็พังทลายลงบนแผ่นดินบัดรฺ
ทว่าคอลิด บินอัลวะลีด นั้นอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิบัดรฺ ข่าวคราวหลังการสู้รบมาถึงเขาพร้อมกับเรื่องราวที่ทำให้หัวใจต้องสั่นคลอน นั่นคือผู้นำกุร็อยชฺ 70 คนถูกสังหาร และอีก 70 คนถูกจับเป็นเชลย ในขณะที่ฝ่ายมุสลิมสูญเสียผู้พลีชีพ (ชะฉีด) ไปเพียง 14 คนเท่านั้น ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้แก่คอลิดอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคอลิดทราบว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตนั้นมีผู้ชายถึง 17 คนที่มาจากตระกูลมัคซูมของคอลิดเอง รวมถึงลูกพี่ลูกน้องและพี่น้องทางสายเลือด โดยมีอบูญะฮลฺ อัลมัคซูมีย์ ลูกพี่ลูกน้อง (หรืออีกทัศนะหนึ่งระบุว่า เป็นน้าชายของคอลิด) ที่เป็นผู้นำแห่งมักกะฮฺและเป็นผู้ที่ต่อต้านอิสลามอย่างรุนแรงที่สุด อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตนั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ฟาดลงกลางใจของคอลิดประดุจสายฟ้าฟาด คือการที่คอลิดได้รับรู้ว่าสงครามครั้งนี้ได้พรากพี่น้องของเขาไปถึงสองคน พี่ชายที่ชื่อ “อบูก็อยสฺ” ถูกสังหารในสภาพของผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วยคมดาบของท่านอลี บินอบีฏอลิบ และพี่ชายอีกคนคือ “อัลวะลีด บินอัลวะลีด” ถูกทหารมุสลิมจับเป็นเชลย ด้วยเหตุนี้ หัวใจของคอลิดจึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ้ำซ้อน ทั้งการสูญเสียคนในครอบครัว ความพ่ายแพ้ของเผ่า และความขมขื่นจากความปราชัย
เมื่อฝ่ายกุร็อยชฺประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิตและเชลยศึก ได้มีการจัดประชุมขึ้นที่เมืองมักกะฮฺ โดยมีอบูสุฟยานเป็นผู้นำการประชุม พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาว่า ความคุกรุ่นในหัวอกจะไม่มีวันดับลงจนกว่าจะได้ล้างแค้นชาวมุสลิม และจะไม่มีใครนิ่งดูดายต่อการต่อสู้ในศึกครั้งหน้า ณ ที่นั้นอบูสุฟยานได้ประกาศมติที่เด็ดขาดว่า ห้ามมิให้ผู้ใดไถ่ตัวเชลยศึก เพื่อไม่ให้มุฮัมหมัดและบรรดาสาวกของเขาร่ำรวยขึ้นจากทรัพย์สินของชาวกุร็อยชฺ ทว่าความรู้สึกในใจของผู้คนนั้นยากจะต้านทาน เพียงไม่กี่วันถักมา บางคนก็ลอบเดินทางในเวลากลางคืนเพื่อนำเงินไปไถ่ตัวเชลยของตนเอง ซึ่งอบูสุฟยานไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมนิ่งเฉยไป
ในช่วงเวลานั้น คอลิดและฮิชาม น้องชายคนเล็ก กำลังเตรียมตัวเดินทางไปยังนครมะดีนะฮฺเพื่อเจรจาขอปล่อยตัว “อัลวะลีด บินอัลวะลีด” พี่ชายของตน คอลิดได้เข้าไปพบท่าน “อับดุลลอฮฺ บินญะหชฺ” ผู้จับพี่ชายของเขาเป็นเชลย คอลิดได้กล่าวว่า “จงปล่อยเขาเถิด แล้วข้าจะให้ค่าไถ่ตัวแก่ท่าน” แต่อับดุลลอฮฺปฏิเสธ จนกว่าคอลิดจะยอมจ่ายค่าไถ่ตัวเป็นจำนวน 4,000 ดิรฮัม (ราว 6 ล้านบาทในปัจจุบัน) ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลมากในสมัยนั้น คอลิดเกิดความลังเลที่จะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ฮิชามน้องชายจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ หากเขาปฏิเสธที่จะปล่อยตัวเว้นแต่จะต้องจ่ายทรัพย์สินมากมายขนาดนั้น ข้าก็จะจ่ายให้”
มีรายงานว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวกับท่านอับดุลลอฮฺ บินญะหชฺ ว่า “อย่ารับค่าไถ่ของเขา เว้นแต่จะได้ยุทโธปกรณ์ของอัลวะลีด บินอัลมุฆีเราะฮฺ ผู้เป็นบิดามาด้วย” ยุทโธปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วยเสื้อเกราะชั้นดี ดาบที่คมกริบ และหมวกเหล็กที่แข็งแกร่งสำหรับการทำศึก ซึ่งเป็นของล้ำค่าเทียบเท่ากับทองคำประมาณ 100 ดีนาร (มูลค่าราว 1.5 ล้านบาทปัจจุบัน) และถือเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจของตระกูลอัลมุฆีเราะฮฺ คอลิดปฏิเสธข้อเสนอนั้นเนื่องจากมันเป็นของที่ระลึกถึงบิดาและเกียรติยศของตระกูล ทว่าฮิชามน้องชายกลับสมัครใจยอมมอบให้
เมื่อฮิชามส่งมอบยุทโธปกรณ์ดังกล่าวแก่ท่านอับดุลลอฮฺ บินญะหชฺ อัลวะลีดพี่ชายของพวกเขาจึงได้รับการปล่อยตัว คอลิดและฮิชามเดินทางกลับเมืองมักกะฮฺพร้อมกับเชลยที่ถูกไถ่ตัวมา แต่เมื่อถึงนครมักกะฮฺ เหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น เมื่ออัลวะลีด บินอัลวะลีด อดีตเชลยศึก ได้ยืนขึ้นท่ามกลางกลุ่มชนของตนเองและเปล่งเสียงประกาศอย่างชัดเจนว่า “ข้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าขอปฏิญาณว่า มุฮัมหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ” ดวงตาของผู้คนเบิกกว้าง เสียงดังเซ็งแซ่ และความตกตะลึงก็จุดประกายขึ้นในใจของพวกเขา เป็นไปได้อย่างไรที่ทายาทแห่งเกียรติยศของตระกูลมัคซูมจะไปเป็นผู้ติดตามของมุฮัมหมัด?
แต่อัลวะลีดได้เห็นขณะที่เป็นเชลย ในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นตอนที่เป็นอิสระ เขาได้เห็นแสงสว่างบนใบหน้าของบรรดาผู้ศรัทธาและความยุติธรรมในหัวใจของพวกเขา เขาจึงรับรู้ถึงสัจธรรมและตอบรับมัน ส่วนคอลิดนั้นรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมากกับข่าวนี้ เขาพูดกับพี่ชายด้วยความหมองใจว่า “ทำไมท่านไม่ทำเช่นนี้เสียตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะถูกไถ่ตัว และปล่อยให้มรดกของพ่อเราต้องตกไปอยู่ในมือของพวกเขาเล่า?” อัลวะลีดอธิบายว่า “ข้าไม่อยากให้พวกท่านคิดว่า ข้าเข้ารับอิสลามเพราะความหวาดกลัวจากการเป็นเชลยศึก และไม่อยากให้กุร็อยชฺกล่าวหาได้ว่า ข้าติดตามมุฮัมหมัดก็เพื่อหนีจากการจ่ายค่าไถ่”
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มชนของเขาจึงยิ่งโกรธแค้นและจับเขาขังไว้ในมักกะฮฺ แต่อัลวะลีดก็อดทนต่อการทรมานและการคุมขัง เมื่อข่าวนี้ไปถึงท่านเราะสูล ท่านก็ได้ขอดุอาอ์ให้อัลวะลีดว่า “โอ้อัลลอฮฺ โปรดช่วยเหลืออัลวะลีด บินอัลวะลีด และบรรดาผู้อ่อนแอในเมืองมักกะฮฺด้วยเถิด” อัลลอฮฺทรงตอบรับคำวิงวอนของท่าน อัลวะลีดประสบความสำเร็จในการหลบหนีด้วยความพยายามและกลอุบาย เขาเดินเท้าออกจากเมืองมักกะฮฺมุ่งหน้าสู่นครมะดีนะฮฺ และได้ไปสมทบกับท่านนบีพร้อมกล่าวคำปฏิญาณตนอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน คอลิดที่ยังคงอยู่ในเมืองมักกะฮฺนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น หลงทาง สับสน และหัวใจแตกสลาย บิดาตายไปในฐานะผู้ปฏิเสธศรัทธา พี่ชายคนหนึ่งถูกสังหารที่บัดรฺ พี่ชายอีกคนก็เข้ารับอิสลามแล้วหนีไปหาศัตรูที่มะดีนะฮฺ ความตกตะลึงที่ถาโถมเข้าใส่หัวใจของคอลิดอย่างต่อเนื่อง ได้ปูทางไปสู่ความขัดแย้งภายในอันยาวนานระหว่างความคิดและจิตใจ คอลิดพยายามยุติความขัดแย้งนี้ เมื่อเขาตัดสินใจออกเดินทางไปยังสมรภูมิอุหุด เพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพของท่านนบีมุฮัมหมัดเป็นครั้งแรก
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





