หะดีษที่
251
ตัวบทอาหรับ
وَعَنْ أَبِي الْعَبَّاسِ سَهْلِ بْنِ سَعْدٍ السَّاعِدِيِّ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ : أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَلَغَهُ أَنَّ بَنِي عَمْرِو بْنِ عَوْفٍ كَانَ بَيْنَهُمْ شَرٌّ، فَخَرَجَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يُصْلِحُ بَيْنَهُمْ فِي أُنَاسٍ مَعَهُ، فَحُبِسَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَحَانَتِ الصَّلَاةُ، فَجَاءَ بِلَالٌ إِلَى أَبِي بَكْرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُمَا، فَقَالَ : يَا أَبَا بَكْرٍ، إِنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَدْ حُبِسَ، وَحَانَتِ الصَّلَاةُ، فَهَلْ لَكَ أَنْ تَؤُمَّ النَّاسَ؟، قَالَ : نَعَمْ إِنْ شِئْتَ، فَأَقَامَ بِلَالٌ الصَّلَاةَ، وَتَقَدَّمَ أَبُو بَكْرٍ، فَكَبَّرَ وَكَبَّرَ النَّاسُ، وَجَاءَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَمْشِي فِي الصُّفُوفِ حَتَّى قَامَ فِي الصَّفِّ، فَأَخَذَ النَّاسُ فِي التَّصْفِيقِ، وَكَانَ أَبُو بَكْرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ لَا يَلْتَفِتُ فِي صَلَاتِهِ، فَلَمَّا أَكْثَرَ النَّاسُ التَّصْفِيقَ الْتَفَتَ فَإِذَا رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَأَشَارَ إِلَيْهِ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَرَفَعَ أَبُو بَكْرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ يَدَهُ فَحَمِدَ اللهَ، وَرَجَعَ الْقَهْقَرَى وَرَاءَهُ حَتَّى قَامَ فِي الصَّفِّ، فَتَقَدَّمَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَصَلَّى لِلنَّاسِ.
فَلَمَّا فَرَغَ أَقْبَلَ عَلَى النَّاسِ، فَقَالَ أَيُّهَا النَّاسُ، مَا لَكُمْ حِينَ نَابَكُمْ شَيْءٌ فِي الصَّلَاةِ أَخَذْتُمْ فِي التَّصْفِيقِ؟! إِنَّمَا التَّصْفِيقُ لِلنِّسَاءِ، مَنْ نَابَهُ شَيْءٌ فِي صَلَاتِهِ فَلْيَقُلْ : سُبْحَانَ اللهِ، فَإِنَّهُ لَا يَسْمَعُهُ أَحَدٌ حِينَ يَقُولُ : سُبْحَانَ اللهِ، إِلَّا الْتَفَتَ. يَا أَبَا بَكْرٍ : مَا مَنَعَكَ أَنْ تُصَلِّيَ بِالنَّاسِ حِينَ أَشَرْتُ إِلَيْكَ؟ فَقَالَ أَبُو بَكْرٍ : مَا كَانَ يَنْبَغِي لِابْنِ أَبِي قُحَافَةَ أَنْ يُصَلِّيَ بِالنَّاسِ بَيْنَ يَدَيْ رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ. مُتَّفَقٌ عَلَيْهِ.
คำแปลภาษาไทย
และรายงานจากท่านสะฮลฺ บินสะอดฺ อัสสาอิดีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺว่า : มีข่าวมาถึงท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่าเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นระหว่างตระกูลอัมรู บินเอาฟฺ (ที่กุบาอ์) ท่านจึงออกไปไกล่เกลี่ยระหว่างพวกเขาพร้อมกับบรรดาเศาะหาบะฮฺกลุ่มหนึ่งของท่าน แล้วท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ถูกรั้งตัวไว้ และเวลาละหมาดก็มาถึง ท่านบิลาลจึงมาหาท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แล้วกล่าวว่า "อบูบักรฺ! ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยังถูกรั้งตัวไว้และเวลาละหมาดก็มาถึงแล้ว ท่านจะนำละหมาดแก่ผู้คนไหม?" ท่านอบูบักรฺตอบว่า "ได้ ถ้าท่านต้องการ" ท่านบิลาลจึงกล่าวอิกอมะฮฺเพื่อละหมาด และท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ก็ก้าวไปข้างหน้าและกล่าวตักบีรแก่ผู้คน และ (ไม่นาน) ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็มาถึง ท่านเดินแหวกเข้าไปในแถวละหมาดจนกระทั่งมายืนอยู่ในแถว ผู้คนจึงเริ่มทำการอัตตัศฟีก (คือการตบมือ) และท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ มิได้หันหลังไปในการละหมาดของท่านเลย แต่เมื่อผู้คนตบมือกันมากขึ้น ท่านก็หันไปเห็นท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งท่านเราะสูลก็ได้ทำสัญญาณสั่งให้ท่านอบูบักรฺนำละหมาดต่อไป ท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ก็ยกมือขึ้นแล้วสรรเสริญอัลลอฮฺ จากนั้นก็ค่อย ๆ ถอยหลังจนเข้ามาอยู่ในแถว และท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ก้าวไปข้างหน้าและนำละหมาดแก่ผู้คน
เมื่อละหมาดเสร็จแล้ว ท่านได้หันมาหาผู้คนแล้วกล่าวว่า "โอ้ผู้คนทั้งหลาย ทำไมเมื่อเกิดเรื่องขึ้นในละหมาด พวกท่านถึงได้ตบมือละ? แท้จริงแล้วการตบมือนั้นสำหรับผู้หญิงเท่านั้น (นับจากนี้) ใครก็ตามที่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นในการละหมาดของเขา ก็จงกล่าวว่า 'สุบหานัลลอฮฺ' (มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ) เถิด" แล้วท่านก็หันไปหาท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ แล้วกล่าวว่า "อบูบักรฺ! อะไรกันที่ทำให้ท่านไม่นำละหมาดต่อไปเมื่อฉันทำสัญญาณให้กับท่านแล้ว?" ท่านอบูบักรฺตอบว่า "ไม่บังควรเลยที่ลูกชายของอบูกุหาฟะฮฺ (หมายถึง ตัวท่านอบูบักรฺเอง) จะละหมาดข้างหน้าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม"
(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม)
