วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 13) :
คอลิดในฐานะผู้เผยแผ่และผู้สอนอิสลาม
นับตั้งแต่ที่คอลิด บิน อัลวะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้เข้ารับอิสลาม ท่านถือเป็นหนึ่งในบุรุษผู้เป็นที่รักของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเป็นบุคคลที่ท่านนบีให้ความไว้วางใจมากที่สุด ท่านนบีเล็งเห็นถึงอัจฉริยภาพที่โดดเด่น ความกล้าหาญที่หาตัวจับยาก และหัวใจที่เด็ดเดี่ยวปราศจากความลังเลในตัวคอลิด จนท่านคอลิดเคยกล่าวในวันหนึ่งว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่เคยยกใครในหมู่บรรดาเศาะหาบะฮฺมาเทียบเท่าท่านเลยเมื่อมีเรื่องสำคัญใด ๆ เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงมอบหมายให้ท่านเป็นผู้นำกองทหารม้า มอบธงนำทัพให้ และส่งท่านไปในกองทหารต่าง ๆ ในฐานะแม่ทัพ ครูผู้สอน และผู้เรียกร้องสู่อิสลาม (ดาอีย์) โดยต่อสู้ด้วยดาบในสถานการณ์หนึ่ง และต่อสู้ด้วยความรู้และการเผยแผ่ศาสนาในอีกสถานการณ์
ในเดือนเชาวาล ปีที่ 8 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ส่งคอลิดพร้อมชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรจำนวน 350 คน ไปยังตระกูลญุษัยมะฮฺเพื่อเรียกร้องพวกเขาเข้าสู่อิสลาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากพิชิตมักกะฮฺและก่อนสงครามหุนัยนฺ ซึ่งตระกูลญุษัยมะฮฺเป็นชนเผ่าจากสายกินานะฮฺที่อาศัยอยู่ใกล้กับนครมักกะฮฺ เมื่อกองทัพของท่านคอลิดไปถึง พวกเขาก็ได้ชูอาวุธขึ้น คอลิดจึงตะโกนบอกว่าจงวางอาวุธลงเถิด เพราะผู้คนต่างเข้ารับอิสลามกันหมดแล้ว ผู้นำคนหนึ่งของตระกูลญุษัยมะฮฺชื่อ “ญะฮฺดัม” ได้ยืนขึ้นเตือนสติผู้คนของเขาว่า “ความหายนะจงประสบแก่พวกท่าน โอ้ตระกูลญุษัยมะฮฺ สิ่งที่จะตามมาหลังจากการวางอาวุธก็คือการตกเป็นเชลยศึก และหลังจากตกเป็นเชลยก็คือการถูกบั่นคอ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ข้าจะไม่วางอาวุธโดยเด็ดขาด” แต่พวกเขาก็ยังคงคะยั้นคะยอจนกระทั่งเขายอมวางอาวุธลง เมื่อพวกเขาวางอาวุธ ท่านคอลิดได้เรียกร้องพวกเขาเข้าสู่อิสลาม แต่ด้วยความไม่รู้ พวกเขาจึงไม่สามารถกล่าวคำว่า “เราเข้ารับอิสลามแล้ว” ได้อย่างถูกต้อง
พวกเขากลับพร่ำบอกว่า “เราเปลี่ยนศาสนาแล้ว เราเปลี่ยนศาสนาแล้ว” (เศาะบะอ์นา) ซึ่งเป็นคำศัพท์ในยุคญาฮิลิยฺยะฮฺที่พวกตั้งภาคีมักใช้เพื่อเยาะเย้ยบรรดาเศาะหาบะฮฺ สิ่งนี้ทำให้ท่านคอลิดเกิดความสับสน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาชูอาวุธขึ้นในตอนแรกที่ชาวมุสลิมเดินทางไปถึง ท่านจึงคิดว่าพวกเขากำลังดื้อรั้นและแสดงเจตนาที่จะยึดมั่นในการปฏิเสธศรัทธาและการตั้งภาคีต่อไป คอลิดจึงได้ใช้ดุลยพินิจของตนเอง (อิจติฮาด) และตัดสินใจผิดพลาด โดยสั่งให้ประหารชีวิตบางคนและจับกุมบางคนเป็นเชลย
ณ ที่แห่งนี้ เลือดได้หลั่งรินโดยปราศจากการอนุมัติจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เมื่อข่าวนี้ทราบถึงท่านนบี ท่านก็ไม่พอใจและได้ยกมือทั้งสองขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอปลีกตัวจากสิ่งที่คอลิดได้กระทำลงไป” จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ส่งท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ไปยังเผ่าตระกูลญุษัยมะฮฺเพื่อจ่ายค่าทำขวัญ (ดิยะฮฺ) ให้แก่ผู้เสียชีวิต และมอบเงินเพิ่มให้เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจและแสดงความบริสุทธิ์ใจจากการหลั่งเลือดของพวกเขา ด้วยการกระทำอันประเสริฐและเปี่ยมด้วยวิทยปัญญาของท่านนบีนี้ ท่านได้ปลอบประโลมตระกูลญุษัยมะฮฺและลบล้างความโศกเศร้าเสียใจออกไปจากจิตใจของพวกเขา
นี่เป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับท่านคอลิดว่า หากดาบไม่ถูกควบคุมด้วยความรู้แห่งวิวรณ์ (วะฮีย์) ดาบนั้นย่อมหลงทิศทาง ในขณะเดียวกัน การที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ประกาศความบริสุทธิ์ (ไม่เกี่ยวข้องด้วย) นั้น เป็นการปฏิเสธ “การกระทำ” ของท่านคอลิด ไม่ใช่การปฏิเสธ “ตัวตน” ของท่าน เพราะท่านทราบดีว่าคอลิดได้พยายามใช้ดุลยพินิจของท่านแล้ว แต่เกิดความผิดพลาด ดังนั้น ท่านนบีจึงให้อภัยและไม่ลงโทษ อีกทั้งยังคงส่งคอลิดไปร่วมกองทัพและคณะสอดแนมต่อไป เพื่อปลูกฝังความหมายของความเมตตาซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยเกลาความแข็งแกร่งให้สมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ใคร่ครวญถึงอัจฉริยภาพทางทหารของท่านคอลิดย่อมตระหนักดีว่า มันคืออัจฉริยภาพที่หาได้ยากยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ความเจิดจรัสจากอัจฉริยภาพทางทหารนี้ ได้บดบังลักษณะนิสัยและคุณสมบัติอื่น ๆ ของคอลิดไปจนหมดสิ้น ภาพลักษณ์ของคอลิดในฐานะนักรบผู้พิชิตและแม่ทัพ ได้กลบภาพของท่านในฐานะผู้เผยแผ่ศาสนา (ดาอีย์) นักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟะกีฮฺ) ครูผู้สอน (มุอัลลิม) และผู้ทรงศีล (อาบิด) แทบหมดสิ้น ทว่าประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ลืมที่จะบันทึกอีกด้านหนึ่งของบุคลิกภาพของท่านคอลิด ท่านเป็นดั่งผู้นำในบรรดาผู้นำทางศาสนา เป็นนักเผยแผ่ และเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรม ด้วยเหตุนี้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงเลือกให้ท่านเป็นครูผู้สอนคัมภีร์ของอัลลอฮฺและสุนนะฮฺของท่านเราะสูล สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากท่านนบีไม่ตระหนักถึงความเหมาะสม ความแตกฉานในศาสนา และความรู้ในคัมภีร์และสุนนะฮฺของท่านคอลิด
ในเดือนเราะบีอุลเอาวัล ปีที่ 10 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ส่งท่านคอลิด บินอัลวะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ไปยังตระกูลอัลหาริษ บินกะอบฺ ที่เมืองนัจรอน ซึ่งในขณะนั้นพวกเขานับถือศาสนาคริสต์ ท่านสั่งให้คอลิดเรียกร้องพวกเขาเข้าสู่อิสลามก่อนที่จะทำการสู้รบ โดยท่านนบีได้กล่าวว่า “หากพวกเขาตอบรับการเรียกร้องของท่าน ก็จงยอมรับจากพวกเขา พำนักอยู่กับพวกเขา และสอนคัมภีร์ของอัลลอฮฺ สุนนะฮฺของนบีของพระองค์ และหลักคำสอนของอิสลามแก่พวกเขา แต่หากพวกเขาปฏิเสธ ก็จงต่อสู้กับพวกเขา” ท่านคอลิดได้ออกเดินทางไป ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพที่จะไปทำศึก แต่ในฐานะผู้เผยแผ่ที่นำพารัศมีแห่งอัลกุรอานไป เมื่อท่านไปถึง ท่านได้ส่งคนขี่ม้าออกไปทุกทิศทางเพื่อเรียกร้องชาวนัจรอนสู่อิสลาม โดยประกาศว่า “โอ้ผู้คนทั้งหลาย จงเข้ารับอิสลามเถิด แล้วพวกท่านจะปลอดภัย” สิ่งที่ชาวนัจรอนทำคือการตอบรับพระบัญชาของอัลลอฮฺ พวกเขาเข้ารับอิสลามด้วยความสมัครใจและหลั่งไหลกันเข้าสู่ศาสนาของพระองค์อย่างมากมาย
คอลิดจึงพำนักอยู่ท่ามกลางพวกเขาเป็นเวลาหลายวัน เพื่อสอนบทบัญญัติแห่งอิสลาม อ่านโองการจากคัมภีร์ให้พวกเขาฟัง และขัดเกลาพวกเขาด้วยสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากนั้นท่านคอลิดก็ได้เขียนจดหมายแจ้งข่าวดีแก่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เรื่องการเข้ารับอิสลามของชาวนัจรอน และแจ้งว่าท่านจะพำนักอยู่กับพวกเขาจนกว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺจะมีคำสั่งให้เดินทางกลับ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม รู้สึกปิติยินดีที่ชาวนัจรอนเข้ารับอิสลาม และได้สั่งให้คอลิดเดินทางกลับมายังนครมะดีนะฮฺพร้อมกับคณะตัวแทนจากชาวนัจรอน ซึ่งท่านก็ปฏิบัติตามนั้น
ด้วยเหตุนี้ประสบการณ์ของท่านคอลิดจึงเติบโตและสุกงอม จากการนองเลือดสู่การเผยแผ่ศาสนา จากการสู้รบสู่การสอนความรู้ จากเสียงกระทบกันของคมดาบสู่การอ่านโองการอัลกุรอาน อิสลามไม่ได้ต้องการเพียงความแข็งแกร่งทางกายจากท่านคอลิดเท่านั้น แต่ยังต้องการความบริสุทธิ์ของจิตใจที่จะทำให้ความแข็งแกร่งนั้นยอมสยบต่อสัจธรรมความจริง และในวันข้างหน้าเราจะได้เห็นภาพอันคู่ควรกับบรรดาอัศวินในประวัติศาสตร์ ณ สมรภูมิตะบู๊ก ที่ซึ่งท่านเราะสูลผู้ซื่อสัตย์ได้ส่งท่านคอลิดไปเผชิญหน้ากับกษัตริย์อาหรับคนหนึ่ง ซึ่งคอลิดจะได้แสดงอัจฉริยภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของท่านอีกครั้งในฉากสุดท้ายเบื้องหน้าท่านเราะสูลุลลอฮฺ
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





