วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 15) :
คอลิดในสงครามปราบกบฏละทิ้งศาสนา
ในช่วงสายของวันจันทร์ เดือนเราะบีอุลเอาวัล ปีที่ 11 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช นครมะดีนะฮฺได้ตื่นขึ้นมาพบกับโศกนาฏกรรมอันเจ็บปวด นั่นคือการจากไปของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ประชาชนได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ซึ่งท่านได้กล่าวคุฏบะฮฺแก่ผู้คนว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย ใครที่เคารพสักการะมุฮัมหมัด แท้จริงมุฮัมหมัดได้สิ้นชีวิตลงแล้ว แต่ใครที่เคารพสักการะอัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงชีวินและไม่แตกดับ”
อย่างไรก็ตาม ด้วยการเสียชีวิตของท่านนบีมุฮัมหมัด ชนเผ่าอาหรับบางกลุ่มได้ก่อกบฏและละทิ้งศาสนา (ริดดะฮฺ) เนื่องจากความอ่อนแอในศรัทธา ความบกพร่องในการทำความเข้าใจหลักการศาสนา และความโหยหาในยุคสมัยญาฮิลียะฮฺ (ความงมงาย) ในขณะนั้นท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ได้ลุกขึ้นยืนหยัดอย่างมั่นคงและประกาศสงครามกับผู้ละทิ้งศาสนา โดยท่านได้แบ่งกองทัพอิสลามออกเป็น 11 กองพล และแต่งตั้งผู้บัญชาการประจำแต่ละกองพล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ท่านคอลิด บิน อัลวะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ
เมื่อท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ได้มอบธงรบให้แก่คอลิด ท่านได้กล่าวว่า “ฉันเคยได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺกล่าวว่า ‘คอลิด บินอัลวะลีด คือบ่าวที่ดีเยี่ยมของอัลลอฮฺ เป็นพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ และเป็นดาบเล่มหนึ่งจากบรรดาดาบของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงชักออกมาเพื่อจัดการกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและพวกหน้าไหว้หลังหลอก’” ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ได้สั่งการให้คอลิดเริ่มต้นด้วยปราบปรามฏุลัยหะฮฺ อัลอะสะดีย์ จากนั้นให้มุ่งหน้าไปยังตระกูลตะมีม และต่อไปยังแคว้นอัลยะมามะฮฺ
จุดเริ่มต้นคือการจัดการกับฏุลัยหะฮฺ อัลอะสะดีย์ ผู้อ้างตนเป็นศาสดา และมีกลุ่มชนตระกูลอะสัดของเขาเข้าร่วม รวมถึงตระกูลเฆาะเฏาะฟานและตระกูลฟะซาเราะฮฺด้วย คอลิดได้นำกองทัพของท่านเดินทัพไปยัง “บุซาคอฮฺ” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฏุลัยหะฮฺใช้เป็นค่ายทหาร โดยฏุลัยหะฮฺได้แต่งตั้งอุอัยนะฮฺ บินหิศนฺ เป็นผู้บัญชาการกองหน้า ซึ่งเป็นชายที่มีความกล้าหาญและทรงพลัง ส่วนฏุลัยหะฮฺ อัลอะสะดีย์ นั้นเลือกที่จะนั่งคลุมโปงอยู่ในผ้าคลุมของตนเอง และกล่าวแก่บรรดาผู้ติดตามว่า “จงรอคอย จงรอคอย วิวรณ์ (วะหฺยู) กำลังจะมาหาพวกท่าน”
การปะทะได้เริ่มขึ้นและการต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ดาบของท่านคอลิดถูกชูขึ้นราวกับเปลวเพลิง ท่านสู้รบด้วยรูปแบบที่น่าทึ่งอย่างที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ คอลิดต่อสู้ด้วยดาบสองมือจนกระทั่งมันหักคามือท่านเนื่องจากการฟาดฟันอย่างรุนแรง เมื่ออุอัยนะฮฺเห็นความดุเดือดในการรบของคอลิดและกองกำลังอิสลาม จึงได้เข้าไปหาฏุลัยหะฮฺและถามว่า “ฏุลัยหะฮฺ ญิบรีลมาหาท่านหรือยัง?” ฏุลัยหะฮฺตอบว่า “ยัง” อุอัยนะฮฺจึงกลับไปสู้รบต่อ
จากนั้นไม่นานเขาก็กลับมาถามอีกว่า “มีวิวรณ์มายังท่านหรือยัง?” ฏุลัยหะฮฺก็ตอบว่า “ยัง” จนกระทั่งครั้งที่สาม อุอัยนะฮฺถามว่า “ญิบรีลมาหาเจ้าหรือยัง?” ฏุลัยหะฮฺตอบว่า “ใช่แล้ว” เขาถามต่อว่า “แล้วญิบรีลกล่าวอะไรกับท่านบ้าง?” ฏุลัยหะฮฺตอบว่า “เขากล่าวกับข้าว่า เจ้าจะมีโม่หินเหมือนโม่หินของเขา และจะมีเรื่องราวที่เจ้าจะไม่มีวันลืม” ซึ่งล้วนเป็นคำพูดที่ไร้สาระ อุอัยนะฮฺจึงกล่าวว่า “ข้าคิดว่าอัลลอฮฺทรงทราบดีว่า เจ้าจะมีเรื่องราวที่เจ้าจะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน” จากนั้นอุอัยนะฮฺก็ตะโกนขึ้นว่า “โอ้พวกพ้องของข้า ล่าถอยกันเถิด แท้จริงฏุลัยหะฮฺคือจอมโกหก” ทำให้แนวรบพังทลายลง และธงแห่งความเท็จก็ร่วงหล่นลงต่อหน้าธงแห่งสัจธรรม
เมื่อชัยฏอนของฏุลัยหะฮฺผละจากไป เขาจึงกระโจนขึ้นม้าและเอาตัวรอดหลบหนีไปยังแคว้นชาม ภายหลังเขาได้เข้ารับอิสลามและเป็นมุสลิมที่ดี สิ่งที่เป็นประจักษ์พยานคือ เสียงสะท้อนแห่งชัยชนะของท่านคอลิดที่มีต่อฏุลัยหะฮฺ อัลอะสะดีย์ ได้ดังกึกก้องไปทั่วคาบสมุทรอาหรับ ความหวาดกลัวได้คืบคลานเข้าสู่หัวใจของชนเผ่าต่าง ๆ พวกเขาหลั่งไหลกันมาเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อยอมจำนนและสำนึกผิดต่อท่านคอลิด พร้อมกับประกาศสัตยาบันและแสดงความจงรักภักดี
ณ จุดนี้ สติปัญญาของท่านคอลิดในสงครามปราบกบฏได้เป็นที่ประจักษ์ นั่นคือการที่ท่านยอมรับการสำนึกผิดและละเว้นชีวิตของพวกเขา แต่ท่านได้ริบอาวุธและไม่นำพวกเขามาใช้งานในสงคราม มันคือความอัจฉริยะอันโดดเด่น เพราะท่านเข้าใจถึงธรรมชาติของสถานการณ์ในขณะนั้นดี ท่านงแยกแยะระหว่างการสำนึกผิดและการมอบอำนาจ ท่านยอมรับส่วนแรกด้วยความเมตตา และระงับส่วนที่สองด้วยความระมัดระวัง ท่านตระหนักดีว่าผู้ที่เคยละทิ้งศาสนาในวันวาน อาจทรยศขึ้นมาอีกครั้งได้ในวันพรุ่งนี้ และความระมัดระวังในทางการเมืองนั้นสำคัญเทียบเท่ากับความเด็ดขาดในการรบ แท้จริงแล้วท่านคอลิดคือปราชญ์ในด้านการทหารอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ท่านเป็นปราชญ์ในด้านศาสนา ท่านมีความเชี่ยวชาญในการควบคุมสถานการณ์โดยไม่สูญเสียมวลชน
ในอีกฟากหนึ่งของคาบสมุทร สตรีชาวคริสเตียนจากทางตอนเหนือชื่อ “สัจญาหฺ บินติอัลหาริษ อัตตะมีมียะฮ์” ได้อ้างตนเป็นศาสดาเช่นกัน เธอได้รวบรวมผู้ติดตามรอบตัวเธอจนมีจำนวนถึง 4,000 คน เธอได้เดินทางผ่านดินแดนของชนเผ่าตระกูลตะมีมของเธอ ซึ่งมีหลายคนตอบรับคำเชิญชวน โดยมีมาลิก บินนุวัยเราะฮฺ เป็นผู้นำ จากนั้นเธอได้นำกองทัพมุ่งหน้าไปยังแคว้นอัลยะมามะฮฺเพื่อพบ (และแต่งงาน) กับมุสัยละมะฮฺ จอมโกหก มาลิก บินนุวัยเราะฮฺ รู้สึกเสียใจกับการกระทำของตนเอง และได้ปลีกตัวออกจากผู้คนไปยังพื้นที่อัลบะฏอหฺ คอลิดจึงนำกองทัพไปยังอัลบะฏอหฺและเรียกร้องให้ผู้คนกลับสู่อิสลามและจ่ายซะกาต บรรดาผู้นำของตระกูลตะมีมต่างตอบรับท่าน ยกเว้นมาลิก บินนุวัยเราะฮฺ ที่ยังคงลังเลและสับสน
คอลิดจึงพูดคุยและตำหนิในสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป ทั้งการติดตามสัจญาหฺและการปฏิเสธที่จะจ่ายซะกาต โดยกล่าวกับเขาว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าซะกาตนั้นเป็นสิ่งที่เคียงคู่กับการละหมาด?” มาลิกตอบว่า “แท้จริง สหายของพวกท่าน (หมายถึง นบีมุฮัมหมัด) กล่าวอ้างเช่นนั้น” คอลิดจึงโกรธและกล่าวว่า “เขาคือสหายของเรา และไม่ใช่สหายของเจ้างั้นหรือ?” คอลิดมองว่าถ้อยคำของมาลิกเป็นการตกจากศาสนาอิสลาม จึงสั่งให้ประหารชีวิตเขา
เมื่อข่าวนี้ไปถึงนครมะดีนะฮฺ ท่านอุมัร บินอัลค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ปฏิเสธการกระทำของคอลิด และกล่าวกับท่านอบูบักรฺว่า “ปลดเขาลงเถิด โอ้ผู้สืบทอดของท่านเราะสูลุลลอฮฺ แท้จริงในดาบของเขานั้นมีความวู่วาม” (หมายถึง ความเร่งรีบและด่วนตัดสินใจ) แต่ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้กล่าวอมตะวาจาของท่านว่า “ฉันจะไม่เก็บดาบที่อัลลอฮฺทรงชักออกมาเพื่อจัดการกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเด็ดขาด” และใครที่ได้พิจารณาสภาพของมาลิก บินนุวัยเราะฮฺ จะสังเกตเห็นถึงความจองหองและความรวนเรในจิตใจของเขา ในตัวเขายังมีชิ้นส่วนของความงมงายหลงเหลืออยู่ เขาประวิงเวลาในการตอบรับศาสนาของอัลลอฮฺ ห้ามปรามชนเผ่าของตนจากการจ่ายซะกาต และยืนเคียงข้างสัจญาหฺ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหลักฐานมัดตัวเขา
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้กได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีความแล้ว จึงตัดสินให้คอลิดพ้นผิด และถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการวินิจฉัย (อิจติฮาด) ของแม่ทัพผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำการวินิจฉัย จากนั้นท่านอบูบักรฺก็ได้ส่งมอบค่าสินไหมทดแทน (ดิยะฮฺ) ไปยังมุตัมมิม บินนุวัยเราะฮฺ พี่น้องของมาลิก เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจของเขา และเรื่องราวก็เป็นอันยุติลง
การปฏิบัติต่อคอลิดของท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้กนั้น เป็นการดำเนินรอยตามท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เนื่องจากท่านเราะสูลมิเคยถอดถอนคอลิดออกจากตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายเลย และมักจะให้อภัยเมื่อคอลิดกล่าวขอโทษ จนกระทั่งท่านเราะสูลได้กล่าวว่า “พวกท่านอย่าได้ทำร้ายคอลิดเลย เพราะแท้จริงแล้วเขาคือดาบเล่มหนึ่งจากบรรดาดาบของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงฟาดฟันลงบนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา”
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





