วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 17) :
คอลิดในศึกแรกของการพิชิตเปอร์เซีย
ท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี๊ก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ก้าวออกมาจากฝุ่นควันแห่งสงครามกบฏ (สงครามริดดะฮฺ) ด้วยความเยือกเย็นและหัวใจที่มั่นคง หลังจากนั้นท่านได้ทำให้โลกต้องตกตะลึงด้วยการตัดสินใจที่น่าอัศจรรย์ คือการบุกพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย นับเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามปราบกบฏสิ้นสุดลงได้ไม่ถึงเดือน ท่านอบูบักรฺช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ
ในช่วงต้นปีที่ 12 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช มีนักรบผู้หนึ่งจากตระกูลชัยบานนามว่า “อัลมุษันนา บินหาริษะฮฺ อัชชัยบานีย์” ซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺ ผู้ทรงเกียรติและกล้าหาญในสมรภูมิรบ ท่านได้เริ่มทำการปะทะโจมตีพวกเปอร์เซียบริเวณชายแดนอิรัก และได้รับชัยชนะเหนือพวกเขานับครั้งไม่ถ้วนในหลายยุทธการ ทว่าอัลมุษันนามีกองกำลังเพียงน้อยนิด ในขณะที่กองทัพเปอร์เซียนั้นมีมากมายมหาศาลจนนับไม่ถ้วน เมื่อท่านอบูบักรฺทราบวีรกรรมความกล้าหาญนี้ จึงได้แต่งตั้งให้อัลมุษันนาเป็นผู้นำของเผ่าตนเอง และอนุญาตให้สานต่อการสู้รบในเขตแดนของเปอร์เซียได้ พร้อมทั้งตัดสินใจส่งกองกำลังเสริมไปช่วย
เคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺจึงได้ส่งสาส์นไปยังคอลิด บินอัลวะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ที่แคว้นอัลยะมามะฮฺ โดยสั่งการให้คอลิดยกทัพไปยังอิรัก ซึ่งในขณะนั้นพื้นที่อิรักนั้นเป็นชาวอาหรับ แต่อยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย และท่านอบูบักรฺยังได้ส่งอัลเกาะอฺกออฺ บินอัมรู อัตตะมีมีย์ ไปเป็นกำลังเสริมให้แก่คอลิดด้วย ซึ่งมีผู้ถามท่านว่า “ท่านจะส่งกำลังเสริมให้คอลิดด้วยชายเพียงคนเดียวอย่างนั้นหรือ?” ท่านตอบว่า “กองทัพที่มีคนอย่างอัลเกาะอฺกออฺอยู่ด้วยนั้น จะไม่มีวันพ่ายแพ้” และนี่คือความสมบูรณ์แบบของวิสัยทัศน์ที่ท่านอบูบักรฺมีต่อตัวบุคคล
จากอัลยะมามะฮฺ คอลิดได้เคลื่อนทัพของท่านไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ดั่งพายุหมุน จนกระทั่งไปสมทบกับกองทัพของอัลมุษันนา ทำให้จำนวนทหารมุสลิมเพิ่มขึ้นเป็น 18,000 นาย ทุกคนล้วนมองเห็นคำสัญญาของอัลลอฮฺในสมรภูมิ โดยฝั่งตรงข้ามของมุสลิมนั้นก็คือ “ฮุรมุซ” ผู้ปกครองอิรักในเวลานั้น และเป็นผู้บัญชาการทัพเปอร์เซียระดับตำนาน มีชื่อเสียงในด้านความแข็งแกร่งและความโหดเหี้ยม เขาถูกมองว่าเป็นเพื่อนบ้านที่เลวร้ายที่สุดของชาวอาหรับ จนถึงขั้นถูกนำไปเปรียบเปรยเป็นสุภาษิตว่า “เลวร้ายยิ่งกว่าฮุรมุซ” เขาเป็นผู้นำที่หยิ่งยโสและจองหอง มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ทว่าชื่อของเขากำลังจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แห่งความพ่ายแพ้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ก่อนที่คอลิดจะชักดาบออกมา ท่านได้เริ่มต้นด้วยการทำสงครามจิตวิทยา โดยการเขียนสาส์นถึงฮุรมุซเพื่อสร้างความสับสนและปลูกฝังความหวาดกลัวให้แก่ทหารเปอร์เซีย เนื้อหาในสาส์นของคอลิดถึงฮุรมุซระบุว่า “อนึ่ง จงเข้ารับอิสลามเถิดแล้วท่านจะปลอดภัย หรือไม่ก็จงทำสัญญาพันธมิตรให้แก่ตัวท่านและหมู่ชนของท่าน พร้อมทั้งยอมจ่ายภาษีญิซยะฮฺ (ภาษีคุ้มครอง) ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้โทษใครเลยนอกจากตัวท่านเอง เพราะข้าได้นำกลุ่มชนหนึ่งมาหาพวกท่านแล้ว พวกเขารักความตายเฉกเช่นที่พวกท่านรักการมีชีวิต”
ฮุรมุซปฏิเสธและเลือกที่จะต่อสู้ คอลิดจึงเริ่มใช้กลยุทธ์การแปรขบวนทัพ ซึ่งเดิมทีกำหนดการปะทะจะเกิดขึ้นที่เมืองกาซิมะฮฺ แต่คอลิดกลับเคลื่อนทัพไปยังพื้นที่อัลหุฟัยรฺ (หรืออ่านว่า อัลหะฟีร) แทน เมื่อฮุรมุซมาถึงกาซิมะฮฺ เขาพบเพียงความว่างเปล่า จึงเกิดความโกรธแค้นและไล่ตามคอลิดไปยังอัลหุฟัยรฺ แต่แล้วคอลิดก็เดินทัพย้อนกลับจากอัลหุฟัยรฺไปยังกาซิมะฮฺอีกครั้ง คอลิดต้องการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของกองทัพเปอร์เซีย นั่นคือความหนักอึ้งของยุทโธปกรณ์ ซึ่งจะทำให้การเคลื่อนทัพแต่ละครั้งสร้างความเหนื่อยล้าอย่างมหาศาล ฮุรมุซโกรธจัดจนแทบคลั่ง จึงเคลื่อนทัพกลับไปยังกาซิมะฮฺอีกครั้ง เขาตั้งค่ายพักไพร่พลใกล้กับแหล่งน้ำเพื่อดื่มน้ำและกักตุน ในขณะที่คอลิดและกองทัพมุสลิมได้ตั้งค่ายพักอยู่ในดินแดนที่แห้งแล้งและไม่มีน้ำ เพื่อปลุกเร้าความฮึกเหิมให้กับชาวมุสลิม คอลิดได้กล่าวปราศรัยกับทหารว่า “จงสู้รบกับพวกเขาเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำเถิด ขอสาบานด้วยชีวิตของข้า แหล่งน้ำนี้จะต้องตกเป็นของฝ่ายที่มีความอดทนมากกว่าอย่างแน่นอน”
ทว่าด้วยความกรุณาและความเมตตาของอัลลอฮฺ พระองค์ได้ทรงพัดพาเมฆที่มีความจำเริญมาสู่ชาวมุสลิม ทำให้เกิดฝนตกอย่างหนักที่ด้านหลังแถวของพวกเขา พวกเขาจึงได้ดื่มน้ำจนดับกระหายจากแอ่งน้ำฝน และให้น้ำแก่สัตว์พาหนะด้วย ก้อนเมฆนั้นไม่เพียงแต่ตกลงมาเป็นน้ำเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนสายฝนแห่งความเมตตาและเป็นสัญญาณแห่งชัยชนะจากอัลลอฮฺ
เมื่อทั้งสองฝ่ายได้จัดเตรียมแถวพร้อมสู้รบ ฮุรมุซมองเห็นร่องรอยแห่งความกล้าหาญและความองอาจบนใบหน้าของกองทัพมุสลิม และในขณะเดียวกันก็มองเห็นสัญญาณแห่งความขลาดกลัวและความพ่ายแพ้บนใบหน้าของทหารฝ่ายตนเอง เขาจึงสั่งให้ผู้บัญชาการทำการล่ามโซ่ตรวนทหารในกองทัพของเขาเพื่อไม่ให้หลบหนี ด้วยเหตุนี้ สมรภูมินี้จึงถูกขนานนามว่า “ยุทธการแห่งโซ่ตรวน” (สงครามซาตุสสะลาสิล)
ในช่วงเริ่มต้นของการรบ ได้มีการดวลตัวต่อตัวระหว่างคอลิดและฮุรมุซ ความเลวทรามของฮุรมุซไปถึงขั้นที่เขาได้วางแผนทรยศร่วมกับผู้ติดตาม โดยตกลงกันว่าเมื่อเขาเข้าปะทะกับคอลิด ให้พวกทหารบุกเข้าโจมตีและสังหารคอลิดเสีย ชายผู้น่าสมเพชหารู้ไม่ว่า ในกองทัพมุสลิมมีวีรบุรุษตัวจริงนามว่า “อัลเกาะอฺกออฺ บินอัมรู” ซึ่งทันทีที่สังเกตเห็นการทรยศของศัตรู อัลเกาะอฺกออฺก็พุ่งทะยานออกไปดั่งลูกธนูพร้อมกับกลุ่มทหารม้า และเข้าโจมตีองครักษ์ของฮุรมุซจนเสียชีวิต ทำให้สามารถช่วยชีวิตคอลิดจากการถูกลอบกัดไว้ได้
ถึงกระนั้น การถูกลอบกัดก็ไม่ได้ทำให้คอลิดไขว้เขวจากเป้าหมาย เขายังคงรุกหน้าต่อไปและคว้าตัวฮุรมุซ ก่อนจะทุ่มลงพื้นและสังหารทิ้ง ส่งผลให้กองทัพเปอร์เซียแตกพ่าย เสียงตักบีร (ประกาศความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ) ของชาวมุสลิมดังกระหึ่มไปทั่ว พวกเขารุกคืบและบดขยี้กองทัพเปอร์เซีย จนกระทั่งอัลลอฮฺได้ประทานชัยชนะแก่อิสลาม และมอบความพ่ายแพ้ให้แก่พวกบูชาไฟชาวเปอร์เซีย โซ่ตรวนเหล่านั้นไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากเหล่าทหารผู้กล้าหาญดั่งราชสีห์ได้
ชาวมุสลิมสามารถยึดทรัพย์สินจากพวกเปอร์เซียมาเป็นทรัพย์สงครามได้อย่างมหาศาล คอลิดได้ส่งมอบ 1 ใน 5 ของทรัพย์สงคราม (เรียกว่า คุมุส) และทรัพย์สินต่าง ๆ ไปให้ท่านอบูบักรฺที่นครมาดีนะฮฺ หนึ่งในสิ่งที่คอลิดส่งไปเป็นหมวกมงกุฎของฮุรมุซที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณี ซึ่งประเมินมูลค่าได้ถึง 100,000 ดีรฮัม (ราว 150 ล้านบาทไทย) ทว่าท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้มอบมันกลับคืนไปเป็นของขวัญแก่คอลิด เพื่อเป็นรางวัลสำหรับการสู้รบอันยอดเยี่ยมและความกล้าหาญของท่าน
และด้วยเหตุนี้เอง ประตูแห่งแคว้นอิรักจึงถูกเคาะเปิดเป็นครั้งแรกด้วยดาบแห่งศรัทธา ยุทธการแห่งโซ่ตรวนเป็นเพียงหน้าแรกขอเรื่องราวความรุ่งโรจน์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีธาทัพอันจำเริญมุ่งสู่ใจกลางของจักรวรรดิเปอร์เซีย
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุม





