วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 19) :
ยาพิษก็ทำอะไรคอลิดไม่ได้
ชัยชนะอย่างต่อเนื่องของชาวมุสลิมเหนือชาวเปอร์เซีย ได้ปลุกความโกรธแค้นและความขุ่นเคืองในหมู่ชาวอาหรับคริสเตียนในอิรัก เมื่อพวกเขาเห็นบุตรหลานของตนเองเสียชีวิตในกองทัพเปอร์เซียในยุทธการที่อัลวาละญะฮฺ พวกเขาจึงรวมตัวกันที่เมืองอุลัยสฺ โดยขู่ว่าจะแก้แค้นชาวมุสลิม และได้ส่งสาส์นขอความช่วยเหลือและกำลังเสริมจากกิสรอ (กษัตริย์เปอร์เซีย) ความหวังของกิสรอฟื้นคืนมาและปีติยินดีกับสาส์นของชาวคริสเตียนมาก จึงมีบัญชาให้กองทัพมุ่งหน้าไปยังเมืองอุลัยสฺ ภายใต้การนำของแม่ทัพเปอร์เซียผู้กล้าหาญนามว่า “ญาบาน” ซึ่งชื่อนี้จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แห่งความพ่ายแพ้อีกเช่นกันในอีกไม่กี่อึดใจต่อไป
ในเมืองอุลัยสฺ กองทัพเปอร์เซียเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับชาวมุสลิม พวกเขาตั้งเต็นท์ จัดเตรียมโต๊ะอาหาร และแผ่นดินก็เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองด้วยจำนวนทหารที่มากกว่า 150,000 นาย ในช่วงเวลาแห่งความชะล่าใจนั้น ทหารม้าของท่านคอลิดได้ควบฝ่าฝุ่นทรายมุ่งหน้ามาหาพวกเขาดั่งพายุ ท่านไม่ปล่อยให้พวกเขามีเวลาแม้แต่จะย่อยอาหาร ท่านนำทัพบุกจู่โจมก่อนที่พวกเขาจะทันได้นำอาหารเข้าปากเสียอีก
ไฟสงครามได้ปะทุขึ้นตั้งแต่การปะทะกันครั้งแรก ชาวมุสลิมต้องเผชิญกับการต่อสู้อย่างหนักหน่วง จนกระทั่งท่านคอลิดได้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยคำขอพรอันน่าทึ่งว่า “โอ้อัลลอฮฺ หากพระองค์ทรงประทานชัยชนะเหนือพวกเขาให้แก่เรา ข้าพระองค์ขอสาบานว่าจะไม่ไว้ชีวิตพวกเขาให้เหลือรอดไปได้เลยแม้แต่คนเดียว จนกว่าข้าพระองค์จะทำให้แม่น้ำของพวกเขาไหลนองไปด้วยเลือดของพวกเขาเอง” มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ สถานการณ์ของชาวมุสลิมพลิกกลับมาเป็นต่อ และธงรบของเปอร์เซียก็ร่วงหล่นลง ชาวมุสลิมจับเชลยศึกได้เป็นจำนวนมาก คอลิดจึงนำพวกเขาไปยังแม่น้ำอุลัยสฺและปิดกั้นทางน้ำ พร้อมสั่งให้บั่นคอพวกเขาเพื่อให้แม่น้ำไหลนองไปด้วยเลือดตามที่คอลิดได้สาบานไว้
ทว่าเลือดของพวกเขากลับไม่ไหล อัลเกาะอฺกออฺจึงได้กล่าวกับคอลิดว่า “แม้ท่านจะสังหารผู้คนบนโลกนี้ไปทั้งหมด เลือดของพวกเขาก็จะไม่ไหลไป แต่จงปล่อยน้ำลงมาชะล้าง แล้วแม่น้ำจะไหลนองไปด้วยเลือดของพวกเขาเอง” ท่านคอลิดจึงทำตามนั้น และแม่น้ำแห่งนั้นก็ถูกขนานนามในวันนั้นว่า “แม่น้ำแห่งโลหิต” (นะฮฺรุดดัม) เป็นฉากแห่งความสยดสยองและน่าเกรงขาม ในวันนั้นมีทหารเปอร์เซียถูกสังหารไปมากกว่า 70,000 นาย
จากนั้นชาวมุสลิมได้เข้าไปในค่ายทหารและพบอาหารที่ยังอยู่ ท่านคอลิดได้นั่งลงและกล่าวว่า “ฉันขอมอบสิ่งนี้ให้แก่พวกท่าน จงรับประทานเถิด” ทหารมุสลิมจึงนั่งล้อมวงกินขนมปังแผ่นบางสีขาว พวกเขาต่างประหลาดใจเพราะไม่เคยเห็นอาหารเช่นนี้มาก่อน ทหารคนหนึ่งถามว่า “แผ่นสีขาวเหล่านี้คืออะไร?” อีกคนตอบติดตลกว่า “นี่แหละคือความกินดีอยู่ดีที่เราเคยได้ยินมา” เหล่าทหารต่างหัวเราะในห้วงเวลาแห่งความผ่อนคลายที่หาได้ยากหลังจากการทำศึก เป็นเสียงหัวเราะแห่งการเปลี่ยนผ่านจากความยากจนไปสู่ความมั่งมี
จากนั้นท่านคอลิดได้นำทัพรุกคืบไปยังแคว้นอัมฆีชียะฮฺ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันเจริญรุ่งเรืองที่มีสถาปัตยกรรมและความสำคัญเทียบเท่ากับเมืองฮีเราะฮฺ ชาวเมืองต่างหลบหนีไปโดยไม่มีการต่อสู้ กองทัพมุสลิมได้เข้าเมืองไปในฐานะผู้พิชิตและรวบรวมทรัพย์เชลยที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นเช่นนี้มาก่อน จนกระทั่งส่วนแบ่งของทหารม้าหนึ่งนายสูงถึง 1,500 ดิรฮัม (ประมาณ 2.2 ล้านบาท) เมื่อข่าวแห่งชัยชนะไปถึงท่านเคาะลีฟะฮฺอบูบักรที่เมืองมะดีนะฮฺ ท่านได้กล่าวคุฏบะฮฺว่า “โอ้ชาวกุร็อยชฺทั้งหลาย สิงโตของพวกท่านได้ขย้ำสิงโตของพวกเขาและแย่งชิงเหยื่อมาได้ สตรีทั้งหลายไม่สามารถที่จะให้กำเนิดบุรุษเช่นคอลิดได้อีกแล้ว” โอ้อัลลอฮฺ นี่คือถ้อยคำอมตะที่ท่านอบูบักรได้รังสรรค์ขึ้นดั่งเหรียญตราประดับบนหน้าอกของท่านคอลิด
จากอัมฆีชียะฮฺ คอลิดได้เดินทัพต่อไปยังฮีเราะฮฺ ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองหลวงของอิรัก คอลิดนำกำลังพลและสัมภาระบรรทุกไปในเรือรบ “มัรซะบาน” ผู้ปกครองชาวเปอร์เซียแห่งเมืองฮีเราะฮฺได้ส่งบุตรชายของตนไปปิดกั้นทางน้ำของแม่น้ำยูเฟรติส ทำให้น้ำลดลงและเรือต้องเกยตื้นบนผืนดินจนไม่สามารถแล่นต่อไปได้ คอลิดจึงโกรธจัดและได้นำทหารม้าควบไปหาบุตรชายของมัรซะบานและสังหารเขา เมื่อมัรซะบานทราบข่าวการตายของบุตรชายก็เกิดตื่นตระหนกและหลบหนีไปโดยไม่ได้ทำการรบ คอลิดจึงเข้าสู่เมืองฮีเราะฮฺและทำการปิดล้อมป้อมปราการทั้ง 4 แห่ง ผู้คนในป้อมต่างขว้างปาก้อนหินใส่กองทัพมุสลิมจนกระทั่งหินหมด จากนั้นจึงเปลี่ยนมาขว้างปาเศษเครื่องปั้นดินเผาจากภาชนะของตนเอง ฎิร็อรจึงกล่าวว่า “โอ้ท่านคอลิด พวกเขาไม่มีกลอุบายใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าที่ท่านได้เห็นนี้แล้ว” ซึ่งหมายความว่า พวกเขาไม่มีอาวุธหรือการต่อต้านใด ๆ เหลืออยู่
ท่านคอลิดจึงกล่าวกับผู้คนในป้อมปราการว่า “จงส่งผู้มีสติปัญญาของพวกท่านมาหาข้าสักคนหนึ่ง เพื่อข้าจะได้สนทนาด้วย” พวกเขาจึงส่งหัวหน้าชาวคริสเตียนชื่อ “อัมรู บินอับดุลมะสีหฺ” อัมรูเดินเข้ามาโดยมียาพิษที่ออกฤทธิ์เฉียบพลันอยู่ในมือ คอลิดจึงถามเขาว่า “สิ่งที่ท่านถืออยู่คืออะไร?” อัมรูตอบว่า “นี่คือยาพิษร้ายแรงที่ออกฤทธิ์ฆ่าคนได้ในทันทีทันใด” คอลิดถามต่อว่า “ท่านจะทำอย่างไรกับมัน?” อัมรูตอบว่า “ข้ามาหาท่าน และหากข้าพบสิ่งใดที่ทำให้ข้าพอใจ ข้าก็จะสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า แต่หากเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ข้าก็จะกินมันและไปสู่ความสงบ เพราะความตายนั้นเป็นที่รักยิ่งสำหรับข้า มากกว่าจะต้องเห็นความเลวร้ายเกิดขึ้นกับพวกพ้องของข้า”
คอลิดจึงกล่าวกับเขาว่า “อัมรูเอ๋ย จะไม่มีชีวิตใดสิ้นสูญไปเว้นแต่จะถึงวาระสุดท้ายของมัน และจะไม่มีสิ่งใดทำอันตรายท่านได้เว้นแต่ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ เอายาพิษนั้นมา” คอลิดได้วางยาพิษลงในมือของท่าน แล้วกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงประเสริฐยิ่งในบรรดาพระนามทั้งมวล ผู้เป็นพระเจ้าแห่งแผ่นดินและพระเจ้าแห่งชั้นฟ้า ผู้ไม่มีโรคร้ายใดสามารถทำอันตรายได้เมื่อเอ่ยนามของพระองค์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ” จากนั้นท่านก็ยกมือขึ้นและกินยาพิษนั้นเข้าไป ท่านเกิดอาการหมดสติไปชั่วขณะ คางตกลงมาที่หน้าอก จากนั้นก็มีเหงื่อออกและฟื้นคืนสติ ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อพบว่าท่านไม่ได้รับอันตรายใด ๆ เลย คอลิดกินยาพิษด้วยความเชื่อมั่นและมอบความไว้วางใจต่ออัลลอฮฺ เพื่อให้พระองค์ทรงช่วยเหลือศาสนาของพระองค์ ทำให้ผู้ที่เป็นบ่าวของพระองค์ยืนหยัด และทำให้ศัตรูของพระองค์เกรงกลัว ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็น “กะรอมะฮฺ” (ปาฏิหาริย์หรือความวิเศษ) ประการหนึ่งของท่านคอลิด
ชาวคริสเตียนผู้นี้ตะลึงงัน แล้วอัมรูก็ได้กล่าวด้วยความตื่นตันใจว่า “ขอสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า โอ้ ชาวอาหรับทั้งหลาย หากยังมีบุรุษเช่นนี้อยู่ในหมู่พวกท่าน พวกท่านย่อมได้ครอบครองทุกสิ่งที่พวกท่านปรารถนาแน่นอน” จากนั้นเขาก็เดินออกไปและหันไปมองเมืองฮีเราะฮฺ พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าไม่เคยเห็นวันใดที่ชัดเจนมากไปกว่าวันนี้อีกแล้ว” หมายถึง นี่คือหลักฐานอันชัดเจนที่สุดที่แสดงว่า อัลลอฮฺทรงให้การสนับสนุนคอลิดและสหายของท่าน อัมรูนั้นพูดความจริง เพราะท่านนบีมุฮัมหมัดได้เคยแจ้งข่าวดีแก่ประชาชาติของท่านถึงการพิชิตเมืองฮีเราะฮฺเอาไว้แล้ว โดยท่านได้กล่าวว่า “เมืองฮีเราะฮฺได้ถูกแสดงให้ฉันเห็นประดุจเขี้ยวของสุนัข และแท้จริงแล้วพวกท่านจะสามารถพิชิตมันมาได้”
อัมรูกลับไปหาพวกพ้องของเขาและกล่าวว่า “ข้ากลับมาจากปีศาจ เขากินยาพิษที่ออกฤทธิ์เฉียบพลัน แต่มันไม่สามารถทำอันตรายเขาได้” เขาจึงทำสัญญาสันติภาพกับชาวมุสลิม และพวกเขาก็เปิดป้อมปราการเพื่อยอมจำนนอย่างสันติ การพิชิตฮีเราะฮฺถือเป็นความสำเร็จทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากเป็นที่ตั้งที่สำคัญในทางภูมิศาสตร์ ทคอลิดจึงใช้เมืองนี้เป็นฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพมุสลิม
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





