วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 20) :
อัศจรรย์การพิชิตอันบาร & อัยนุตตัมรฺ
ดินแดนอิรักกำลังสั่นสะเทือนด้วยฝีเท้าของคอลิด บินอัลวะลีด พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดทางให้ท่านพิชิตเมืองแล้วเมืองเล่า คอลิดต้องการรักษาความปลอดภัยให้กับแนวหลังของกองทัพมุสลิม สายตาของท่านจึงจับจ้องไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์ 2 แห่งในอิรัก ได้แก่ อันบารฺ และอัยนุตตัมรฺ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทหารรักษาการณ์ชาวเปอร์เซียที่ประจำการอยู่ในป้อมปราการ อันเป็นภัยคุกคามต่อการคงอยู่ของชาวมุสลิม
คอลิดเคลื่อนกองทัพไปยังอันบารฺเป็นอันดับแรก เมืองนี้ถือเป็นแหล่งเสบียงและยุ้งฉางเก็บธัญพืชสำหรับทั่วทั้งอิรัก ถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองยุ้งฉาง” เมืองนี้มีกำแพงที่แข็งแกร่ง คูเมืองที่ลึก และมีทหารยามประจำการอยู่บนกำแพง คอลิดมองด้วยสายตาอันเฉียบแหลมและกล่าวว่า “คนพวกนี้ไม่ใช่นักรบบนหลังม้า แต่เป็นพลธนูที่ยิงมาจากหลังกำแพง แล้วเราควรทำอย่างไร?” แล้วท่านก็สั่งการทหารว่า “จงระดมยิงธนูใส่รวดเดียวพร้อมกัน และเล็งไปที่ดวงตาของพวกเขา” ลูกธนูนับร้อยดอกจึงถูกปล่อยออกไปในเวลาเดียวกัน และทิ่มแทงเข้าที่ดวงตาของทหารยามเปอร์เซียด้วยความแม่นยำสูง ทหารมุสลิมสามารถยิงทะลุดวงตาของทหารยามได้ถึงหนึ่งพันดวง ด้วยเหตุนี้ การพิชิตอันบารฺจึงถูกขนานนามว่า “ยุทธการแห่งดวงตา” (ซาตุลอุยูน)
จากนั้นคอลิดก็ได้หยุดคิดหาวิธีข้ามคูเมือง ท่านมุ่งไปที่จุดที่แคบที่สุดของคูเมืองเพื่อเปลี่ยนให้เป็นจุดข้ามผ่าน อัจฉริยภาพแห่งคอลิดจะคิดค้นและสร้างทางออกอยู่เสมอ ท่านสั่งให้ทหารเชือดอูฐที่ผอมโซและเป็นโรค นำซากของพวกมันไปทิ้งและกองทับถมกันในคูเมืองจนกลายเป็นเสมือนสะพาน ทหารจึงสามารถข้ามไปบนซากอูฐเหล่านั้น บุกฝ่ากำแพง และโอบล้อมอันบารฺเอาไว้ได้ จนกระทั่ง “ชีรซาด” แม่ทัพชาวเปอร์เซียต้องจำยอมขอทำสนธิสัญญาสันติภาพ คอลิดจึงก้าวเข้าสู่อันบารฺอย่างสง่างามในฐานะผู้พิชิต ในขณะที่ชีรซาดเดินออกไปในฐานะผู้พ่ายแพ้และอัปยศ มาชาอัลลอฮฺ!
หลังจากการพิชิตอันบารฺ คอลิดได้นำกองทหารม้าของท่านพุ่งทะยานไปยังพื้นที่อัยนุตตัมรฺ ซึ่งกองทัพเปอร์เซียได้รวมตัวกับชาวอาหรับคริสเตียน มีเหตุการณ์ที่น่าประหลาดใจที่สุดเหตุการณ์หนึ่งคือ คอลิดได้มาถึงในขณะที่ศัตรูเตรียมพร้อมรับมือด้วยกองกำลังขนาดใหญ่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กองกำลังเปอร์เซียภายใต้การนำของ “มิฮฺรอน บินบะฮฺรอม” แม่ทัพชาวเปอร์เซีย และกองกำลังอาหรับคริสเตียนภายใต้การนำของ “อุกบะฮฺ บิน อบีอุกบะฮฺ” อุกบะฮฺผู้นี้ได้ร้องขอให้มิฮฺรอนปล่อยให้เขารับมือกับคอลิดเพียงลำพัง โดยกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “ชาวอาหรับย่อมรู้วิธีการรบกับชาวอาหรับด้วยกันเองดีที่สุด ดังนั้น ปล่อยคอลิดให้เป็นหน้าที่ของเราเถิด” มิฮฺรอนจึงตอบกลับไปว่า “เอาสิ เชิญพวกท่านจัดการกันเองได้เลย และหากพวกท่านต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะช่วย”
กองทัพคอลิดและกองทัพของอุกบะฮฺเตรียมพร้อมสำหรับสมรภูมิ เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน กลอุบายหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของคอลิด นั่นคือ “การจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ” ท่านได้กล่าวกับทหารว่า “จงรักษาตำแหน่งของพวกท่านไว้” จากนั้นท่านได้คัดเลือกกลุ่มนักรบผู้กล้าหาญจำนวนหยิบมือหนึ่งมาจากกองทัพและนำทัพด้วยตัวของท่านเอง ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น ท่านได้บุกโจมตีศัตรูอย่างฉับพลันด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่อุกบะฮฺยังคงยุ่งอยู่กับการจัดระเบียบแถวทหารของตน อุกบะฮฺตกตะลึงเมื่อเห็นกลุ่มทหารบุกเข้าโจมตีพวกเขาในชั่วพริบตา คอลิดพุ่งตะครุบและจับกุมตัวเขาไว้ ชายผู้โชคร้ายคนนี้ยังไม่ทันหายจากอาการตกใจ เขาก็ตกเป็นเชลยเสียแล้ว กองทัพของอุกบะฮฺจึงล่มสลายไปในทันที ใช่แล้ว! พวกเขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบก่อนที่จะได้ชักดาบออกจากฝักเสียด้วยซ้ำ นับเป็นหนึ่งในชัยชนะที่รวดเร็วที่สุดของคอลิด และเป็นหนึ่งในความพ่ายแพ้ที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ มาชาอัลลอฮฺ!
คอลิดสั่งให้ประหารชีวิตอุกบะฮฺด้วยการบั่นคอทั้งกองทัพของอุกบะฮฺและพรรคพวกของเขา เพื่อสร้างความหวาดหวั่นแก่ศัตรู เมื่อมิฮฺรอน แม่ทัพชาวเปอร์เซียได้ยินข่าวความพ่ายแพ้ เขาก็หลบหนีไปด้วยความตื่นตระหนก ทิ้งป้อมปราการอัยนุตตัมรฺไว้เบื้องหลังโดยไร้การป้องกัน คอลิดจึงเข้าปิดล้อมและบีบคั้น จนกระทั่งพวกเขาก็ยอมจำนน ชาวมุสลิมเข้าสู่ป้อมปราการและยึดทรัพย์สินรวมถึงอาวุธต่าง ๆ เป็นทรัพย์เชลย คอลิดได้ส่งมอบ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์เชลยให้กับท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก ที่เมืองมะดีนะฮฺ
และจงรับรู้ถึงดอกผลทางจิตวิญญาณและอารยธรรมที่เกิดจากการพิชิตอัยนุตตัมรฺเถิด เมื่อคอลิดเข้าไปในอัยนุตตัมรฺ ท่านพบโบสถ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ปิดประตูเอาไว้ ท่านจึงพังประตูเข้าไป และพบเด็กชาย 40 คนอยู่ภายใน กำลังศึกษาคัมภีร์อินญีล บนใบหน้าของเด็กเหล่านี้มีแววของความเฉลียวฉลาด คอลิดจึงนำตัวพวกเขามาและแบ่งดูแลในหมู่ชาวมุสลิม ซึ่งได้ดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีและชุบเลี้ยงพวกเขาในครอบครัวผู้ศรัทธา ในเวลาต่อมา เด็กเหล่านี้ได้กลายเป็นต้นธารแห่งแสงสว่าง ความรู้ และความเป็นวีรบุรุษในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม
หนึ่งในนั้นคือ “ฮุมรอน” ซึ่งท่านอุษมาน บินอัฟฟาน รับไว้เป็นเด็กรับใช้ และต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในตาบิอีนและผู้รายงานหะดีษ อีกคนคือ “ยะซาร บินคิยาร” ผู้เป็นบรรพบุรุษของนักปราชญ์ผู้แต่งหนังสือชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมหมัดที่โด่งดังและเก่าแก่ที่สุด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สีเราะฮฺ อิบนุอิสหาก” และมี “สีรีน” ซึ่งท่านอนัส บินมาลิก ได้ซื้อตัวไปและปลดปล่อยให้เป็นไทเพื่ออัลลอฮฺ เขาคือบิดาของ “มุฮัมหมัด บินสีรีน” นักนิติศาสตร์อิสลาม นักรายงานหะดีษ และนักอรรถาธิบายอัลกุรอาน
และยังมี “ยะซาร” อีกคนที่เข้ารับอิสลามและให้กำเนิดบุตรชายผู้เป็นที่รู้จักและโด่งดัง นามว่า “หะสัน อัลบัศรีย์” ปราชญ์ผู้สมถะและนักรายงานหะดีษ รวมถึง “นุศ็อยรฺ” หนึ่งในเด็กชายจากโบสถ์แห่งนั้น ซึ่งได้เข้ารับอิสลามและให้กำเนิดแม่ทัพผู้ไร้พ่ายนามว่า “มูซา บินมุศ็อยรฺ” ผู้พิชิตดินแดนอันดาลุส (สเปน) และนำอิสลามเข้าสู่ทวีปยุโรป
โอ้คอลิด ช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร! ท่านได้เป็นประจักษ์พยานในการปลดปล่อยดินแดน แต่ท่านไม่ได้อยู่เห็นการปลดปล่อยสติปัญญาที่ก่อกำเนิดมาจากครรภ์ของดินแดนที่ท่านปลดปล่อย โอ้คอลิด! ท่านจากโลกนี้ไปก่อนที่จะได้เห็นผลจากการสู้ศึกของท่าน แต่ร่องรอยและผลงานของท่านยังคงถูกบันทึกและดำเนินต่อไปในสมุดบันทึกจนถึงวันปรโลก โอ้ดาบของอัลลอฮฺ! ท่านได้พิชิตหัวใจผู้คนก่อนที่จะพิชิตป้อมปราการ ท่านได้หว่านเมล็ดพันธุ์ในอิรักที่ผลิดอกออกผลเป็นเหล่านักปราชญ์ ผู้นำ และความรุ่งโรจน์ และท่านได้ปลูกพืชพรรณในแผ่นดินชาม (ซีเรีย) ที่ออกผลเป็นนักวิชาการ ผู้ยิ่งใหญ่ และวีรบุรุษทั้งหลาย ขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย โอ้อบูสุลัยมาน! สำหรับป้อมปราการเหล่านั้นที่ท่านพิชิตมาด้วยคมดาบ และสติปัญญาเหล่านั้นที่ท่านเปิดออกด้วยรัศมีแห่งทางนำ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน โอ้คอลิด! ท่านช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในสมรภูมิ และช่างเป็นอมตะในความทรงจำแม้เมื่อท่านจากไป
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





