วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 21) :
กองทัพไตรภาคีมิอาจหยุดยั้งคอลิดได้
แผนการของท่านอบูบักรฺ อัศศิดดี๊ก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ สำหรับการพิชิตอิรักนั้น กำหนดให้ท่านคอลิด บินอัลวะลีด เคลื่อนทัพจากทางตอนใต้ และให้อิยาฎ บินเฆาะนัม เคลื่อนทัพจากทางตอนเหนือ กองทัพของคอลิดสามารถรุดหน้าไปได้ด้วยดี ในขณะที่กองทัพของอิยาฎต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากถูกชนเผ่าอาหรับที่เป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิเปอร์เซียปิดล้อมไว้ที่ดูมะตุลญันดัล อิยาฎจึงส่งสาส์นขอกำลังเสริมจากคอลิด ซึ่งคอลิดก็ได้ตอบกลับไปว่า “รอสักครู่เถิด กองพันทหารกำลังทยอยไปหาท่านแล้ว”
คอลิดนำกองกำลังทหารมุ่งหน้าดั่งพายุ จากอัยนุตตัมรฺไปยังดูมะตุลญันดัล เมื่อข่าวการมาถึงของคอลิดทราบไปถึงชาวดูมะตุลญันดัล ความหวาดกลัวก็แผ่ซ่าน พวกเขาจึงขอความช่วยเหลือและกำลังเสริมจากชนเผ่าอาหรับบางเผ่า ทำให้ตระกูลกัลบฺ ฆ็อสสาน และตะนูค เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้วย กองกำลังฝั่งศัตรูอยู่ภายใต้การนำของผู้นำ 2 คนคือ อุกัยดิร อัลกินดีย์ และ อัลญูดีย์ บินเราะบีอะฮฺ ซึ่งเกิดความขัดแย้งกันเอง โดยอุกัยดิรได้กล่าวว่า “ข้ารู้จักคอลิดดีที่สุด ไม่มีชนกลุ่มใดที่เผชิญหน้ากับคอลิดแล้วจะไม่พ่ายแพ้ ดังนั้น จงเชื่อฟังข้าเถิด และจงทำสัญญาสงบศึกกับพวกเขาเสีย” แต่ผู้คนกลับปฏิเสธและยืนกรานที่จะต่อสู้ อุกัยดิรจึงแยกตัวออกไป แท้จริงแล้วอุกัยดิร อัลกินดีย์ ผู้นี้เคยเข้ารับอิสลามและทำสัญญากับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มาก่อน แต่เขาได้ทิ้งศาสนาและละเมิดสัญญาในภายหลัง เมื่อคอลิดทราบว่าอุกัยดิรแยกตัวออกจากกลุ่ม จึงส่งกองกำลังไปตามล่าและจับกุมตัวไว้ได้ คอลิดสั่งประหารชีวิตเพื่อเป็นการลงโทษสำหรับการละทิ้งศาสนาและการทรยศต่อข้อสัญญา ซึ่งนี่คือจุดจบของผู้ทรยศ
คอลิดเข้าประชิดดูมะตุลญันดัลและตีขนาบศัตรูเหมือนคีมหนีบ โดยปีกด้านหนึ่งคือกองกำลังของท่านเอง และปีกอีกด้านคือกองกำลังของอิยาฎ บินเฆาะนัม โดยอัลญูดีย์ บินเราะบีอะฮฺ ได้นำกองกำลังเข้าประจัญบานกับคอลิด ในขณะที่ชนเผ่าอื่น ๆ มุ่งหน้าไปปะทะกับอิยาฎ การต่อสู้จึงเปิดฉากขึ้น คอลิดสามารถเอาชนะอัลญูดีย์และผู้ติดตามได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่อิยาฎคว้าชัยชนะมาได้อย่างยากลำบาก กองทัพมุสลิมจับกุมตัวอัลญูดีย์ได้สำเร็จ และคอลิดก็สั่งประหารชีวิตเขา กองกำลังที่พ่ายแพ้พยายามหลบหนีเข้าไปในป้อมปราการ แต่คนที่อยู่ข้างในกลับปิดประตูหนีด้วยความหวาดกลัว และทิ้งให้พวกพ้องของตนอยู่ข้างนอกอย่างโดดเดี่ยว
หลังจากนั้นไม่นาน คอลิดก็เข้าโจมตีป้อมปราการ โดยไม่เห็นถึงประโยชน์ที่จะเสียเวลาปิดล้อมอีกต่อไป กองทัพมุสลิมสามารถพังประตู บุกเข้าโจมตีทหารที่อยู่ข้างใน และสังหารศัตรูไปเป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ ดูมะตุลญันดัลจึงถูกพิชิตได้อีกครั้ง และกลายเป็นฐานที่มั่นคอยปกป้องกองทัพมุสลิมจากทางเหนือ เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ 3 สาย ได้แก่ เส้นทางสู่หิญาซทางทิศใต้ อิรักทางทิศตะวันออก และแผ่นดินชาม (ซีเรีย) ทางทิศเหนือ หากเมืองนี้ยังตกอยู่ในมือของศัตรู มันจะเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงการขยายอาณาเขตของอิสลามต่อไป
หลังจากที่คอลิดสามารถปักธงอิสลามเหนือดินแดนอิรักได้สำเร็จ และชนเผ่าอาหรับทั้งหลายยอมจำนนต่อท่าน ท่านก็ได้มุ่งหน้าไปยังภูมิภาคอัลฟิรอฎ ซึ่งอยู่บนพรมแดนรอยต่อระหว่างจักรวรรดิเปอร์เซีย จักรวรรดิโรมัน และคาบสมุทรอาหรับ โดยมีจุดประสงค์เพื่อคุ้มกันแนวหลังของกองทัพมุสลิม ทว่าการมาเยือนของคอลิดกลับเป็นการยั่วยุชาวโรมัน สร้างความโกรธแค้นแก่ชาวเปอร์เซีย และทำให้ชาวอาหรับที่เป็นพันธมิตรของทั้งเปอร์เซียหรือโรมันขุ่นเคือง นี่เป็นครั้งแรกที่กองทัพมุสลิมต้องเผชิญหน้ากับกองทัพผสมขนาดมหึมาจาก 3 ชนชาติพันธมิตร ซึ่งมีกำลังพลรวมกันเกิน 100,000 นาย
เมื่อกองทัพเปอร์เซีย โรมัน และอาหรับมาถึงแม่น้ำยูเฟรติส พวกเขาได้ส่งสาส์นถามกองทัพมุสลิมว่า “พวกท่านจะข้ามมาหาพวกเรา หรือจะให้เราข้ามไปหาพวกท่าน” คอลิดตอบว่า “จงข้ามมาหาเราเถิดสิ” พวกเขากล่าวว่า “เช่นนั้นก็จงถอยไปก่อนเพื่อให้พวกเราข้ามไปได้” คอลิดตอบกลับด้วยความน่าเกรงขามของผู้ศรัทธาว่า “เราจะไม่ทำเช่นนั้น แต่พวกท่านจงข้ามมาทางตอนล่างของพวกเราได้” บรรดาแม่ทัพของโรมันและเปอร์เซียหันมามองหน้ากันและกล่าวคำพูดที่น่าประหลาดใจว่า “บุรุษผู้นี้ต่อสู้เพื่อศาสนา เขามีทั้งสติปัญญาและความรู้ ขอสาบานต่อพระเจ้า เขาจะได้รับชัยชนะแน่นอน และพวกเราจะเป็นฝ่ายปราชัย” มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ พวกเขารับรู้ถึงความแข็งแกร่งและศรัทธาของท่านคอลิด แต่ก็ไม่ได้ใช้สติปัญญาของตนเองให้เกิดประโยชน์ และก้าวเดินสู่ความพ่ายแพ้ตามชะตากรรม
สมรภูมิอัลฟิรอฎจึงอุบัติขึ้น พวกเขาต่อสู้อย่างดุเดือดและยาวนาน เลือดผสมปนเปไปกับสายน้ำ เสียงตะโกนตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) ดังกึกก้องเหนือเสียงกลองรบ คอลิดต่อสู้ประหนึ่งว่าท่านคือกองทัพทั้งกองทัพด้วยตัวคนเดียว และทุกครั้งที่แนวรบแตกหัก ท่านจะจัดกระบวนทัพใหม่ คอลิดตะโกนสั่งทหารของท่านว่า “จงรุกเข้าไป อย่าได้ลดละ! จงรุกไล่พวกเขาไป อย่าได้หยุดยั่ง!” ซึ่งหมายถึงให้โจมตีต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก และอย่าเปิดโอกาสให้ศัตรูได้พักหายใจ
จนกระทั่งอัลลอฮฺทรงกำหนดชัยชนะอันชัดเจนแก่บรรดาผู้ศรัทธา กองทัพมุสลิมได้ไล่ล่าติดตามผู้ที่หลบหนี ต้อนพวกเขาด้วยหอกจนกระทั่งศัตรูไปกองรวมกัน จากนั้นก็บุกโจมตีและสังหารศัตรูไปเป็นจำนวนมหาศาล แล้วกองทัพมุสลิมก็คว้าชัยชนะเหนือกองทัพไตรภาคี (เปอร์เซีย โรมัน และอาหรับ) ได้สำเร็จ นับเป็นสมรภูมิทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ขาด แม้ว่าจะไม่ได้รับความสนใจหรือเป็นที่รู้จักอย่างที่สมควรจะเป็นก็ตาม
ท่านคอลิดได้ส่งข่าวดีพร้อมทรัพย์เชลยไปให้แก่เคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺที่นครมาดีนะห์ หลังจากสมรภูมินี้ อำนาจของเปอร์เซียก็ถูกทำลายลง ธงรบของพวกเขาบนพรมแดนคาบสมุทรอาหรับได้ร่วงหล่นสิ้น พวกเขาไม่อาจฟื้นฟูกำลังในบริเวณนั้นได้อีกต่อไป และประตูแห่งยุคญาฮิลียะฮฺ (ความงมงาย) ก็ถูกปิดลงอย่างถาวร
ด้วยเหตุนี้ คอลิด บินอัลวะลีด จึงปฏิบัติภารกิจของตนเองลุได้ล่วงและบรรลุบทบาทสำคัญในการพิชิตดินแดนอิรัก โดยได้สถาปนาธงแห่งอิสลามให้โบกสะบัด แล้วหลังจากนั้นคำสั่งของคอลีฟะฮฺอบูบักรฺ อัศศิดดี้ก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ก็มาถึง โดยสั่งให้คอลิดมุ่งหน้าไปยังแผ่นดินชาม ที่ซึ่งมีภารกิจใหม่รอคอยท่านอยู่ เพื่อจารึกหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ใน “วันเวลาของคอลิด”
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





