วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 24) :
คอลิดในยุทธการยัรมูก
รุ่งอรุณแห่งชัยชนะจากอัจนาดีนได้มุ่งหน้าต่อไปสู่ยัรมูก ณ ริมฝั่งหุบเขาอันยิ่งใหญ่ กองทัพโรมัน (ไบแซนไทน์) ภายใต้การนำของธิโอดอร์ ได้เคลื่อนทัพเข้ามาด้วยความหยิ่งผยองและภาคภูมิใจ ประดุจสายน้ำหลากที่ถาโถมเข้าปกคลุมพื้นที่แห่งนั้น กองทัพโรมันปรากฏตัวประดุจเมฆดำทะมึน เหล่าทหารต่างโห่ร้องด้วยเสียงดังกึกก้อง เสียงกลองรบถูกตีรัวประดุจพายุโหมกระหน่ำ ในขณะที่เหล่านักบวชต่างสวดมนต์จากคัมภีร์ไบเบิลและปลุเร้าให้ทำการรบ จำนวนทหารของพวกเขาพุ่งสูงถึง 240,000 นาย โดยในจำนวนนี้มี 80,000 นายที่ถูกล่ามโซ่ตรวนไว้เพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีทัพ
ในทางกลับกัน กองทัพมุสลิมมีนักรบเพียง 40,000 นายเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วยเศาะหาบะฮฺ จำนวน 1,000 ท่าน และ 100 ท่านในนั้นคือนักรบที่เคยผ่านสมรภูมิบัดรฺ ชายคนหนึ่งเมื่อได้เห็นกองทัพโรมันที่มากมายมหาศาลดั่งคลื่นทะเลอันปั่นป่วน จึงกล่าวขึ้นด้วยความตกตะลึงว่า “ไฉนกองทัพโรมันถึงได้มีจำนวนมากมายเหลือเกิน และกองทัพมุสลิมช่างมีจำนวนน้อยเสียนี่กระไร” คอลิด บินอัลวะลีด จึงกล่าวสวนกลับไปว่า “จงเงียบไปเถอะ! และจงกล่าวใหม่ว่า ไฉนกองทัพโรมันช่างมีจำนวนเล็กน้อย และกองทัพมุสลิมมีมากมายเหลือเกิน เพราะแท้จริงแล้วแล้วกองทัพจะดูยิ่งใหญ่ก็ด้วยชัยชนะ และจะถดถอยลงด้วยความพ่ายแพ้ หาใช่จำนวนคนไม่” คอลิดยังกล่าวต่อว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าปรารถนาให้พวกเขาเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 2 เท่าเสียด้วยซ้ำ หากว่ามันทำให้ม้าสีส้ม (อัลอัชก็อร) ของข้าหายจากอาการบาดเจ็บ” อัลอัชกัร เป็นม้าของคอลิดซึ่งได้รับบาดเจ็บที่กีบ อัลลอฮฺอักบัร ช่างเป็นความศรัทธาที่แรงกล้าเสียจริง! คอลิดได้สวมผ้าห่อศพของตนเองราวกับกำลังจะมุ่งหน้าสู่ปรโลก จากนั้นท่านก็กล่าวว่า “สัญญาของอัลลอฮฺได้มาถึงแล้ว หัวใจของผู้ศรัทธาย่อมมองเห็นชัยชนะก่อนที่ดวงตาจะได้สัมผัสจริง”
คอลิดได้จัดกระบวนทัพด้วยยุทธวิธีแบบใหม่ ซึ่งเป็นยุทธวิธีการรบที่ชาวอาหรับไม่เคยใช้มาก่อน ท่านแบ่งกองทัพออกเป็น 5 กองพล ได้แก่ กองปีกขวา นำโดยอัมรู บินอัลอาศ, กองปีกซ้าย นำโดยยะซีด บินอะบีสุฟยาน, กองหน้าเป็นกองทหารม้าขนาดเล็กและเคลื่อนที่เร็ว, กองหลังนำโดย สะอีด บินซัยดฺ และกองกลาง (ทัพหลวง) บัญชาการโดย อบูอุบัยดะฮฺ บินอัลญัรรอหฺ ซึ่งเป็นดั่งผู้พิทักษ์รักษาความไว้วางใจแห่งประชาชาตินี้
แต่ละกองพลประกอบด้วยกลุ่ม “กะรอดิส” (กองพันทหาร) จำนวน 10 กองพันขึ้นไป โดยแต่ละกองพันคือหน่วยรบที่ประกอบด้วยทหาร 1,000 นาย ภายใต้การนำของผู้บัญชาการ 1 คน ทำให้มีจำนวนทั้งสิ้น 40 กองพัน
ณ แนวหน้า คอลิด “ดาบของอัลลอฮฺ” ยืนตระหง่านดุจราชสีห์ ท่านได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อกองทัพว่า “แท้จริงวันนี้คือหนึ่งในวันทั้งหลายของอัลลอฮฺ ซึ่งไม่สมควรจะมีความอ่อนแอหรือการล่วงละเมิดใด ๆ จงทำให้การญิฮาด (การต่อสู้) ของพวกท่านมีความบริสุทธิ์ใจ เพราะนี่คือวันที่จะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะตามมาภายหลัง” คอลิดตระหนักดีว่าสมรภูมินี้คือศึกชี้ชะตา เพราะความพ่ายแพ้หรือชัยชนะของชาวมุสลิมที่นี่ หมายถึงการเปิดประตูไปสู่ดินแดนชามอย่างเต็มรูปแบบ
อัลมิกดาด บินอัลอัสวัด ได้เดินไปรอบ ๆ กองทัพมุสลิม พร้อมกับอ่านสูเราะฮฺอัลอันฟาลและโองการเกี่ยวกับการญิฮาด ขณะเดียวกันทุกครั้งที่มุอ๊าซ บินญะบัล ได้ยินเสียงของนักบวชและผู้สอนศาสนาฝั่งศัตรู ท่านจะวิงวอนว่า “โอ้อัลลอฮฺ โปรดทำให้เท้าของพวกเขาสั่นคลอน โยนความหวาดกลัวลงในหัวใจของพวกเขา โปรดประทานความสงบลงมาให้พวกเรา ให้พวกเรายึดมั่นในถ้อยคำแห่งความยำเกรง ทำให้พวกเรารักที่จะพบเจอกับพระองค์ และทำให้เราพอใจในคำพิพากษาของพระองค์ด้วยเถิด”
ก่อนเริ่มการปะทะ “บาฮาน” หนึ่งในแม่ทัพโรมัน ได้เข้ามากล่าวว่า “โอ้คอลิด เรารู้ดีว่าสิ่งที่บีบบังคับให้พวกเจ้าต้องออกจากดินแดนของตนเอง ก็คือความยากลำบากและความหิวโหย ดังนั้น มาเถิด ข้าจะมอบเงินให้พวกเจ้าคนละ 10 ดีนาร พร้อมกับเสื้อผ้าและอาหาร แล้วพวกเจ้าจงกลับไปยังดินแดนของตนเองเสียเถิด” คำตอบที่สวนกลับจากคอลิดนั้นเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดที่สั่นคลอนขวัญกำลังใจ คอลิดตอบเขาไปว่า “ไม่ สิ่งนั้นหาใช่สิ่งที่ผลักดันเราให้ออกมาจากดินแดนของเราไม่ แต่พวกเราคือชนชาติที่ดื่มเลือด และเรารู้มาว่าเลือดที่ดีที่สุดและมีรสชาติดีที่สุดก็คือเลือดของชาวโรมัน ดังนั้น ในวันนี้เราจึงมาเพื่อดื่มเลือดของพวกเจ้า” การตอบโต้ที่ดุดันนี้เป็นเสมือนการโจมตีทางอ้อมเข้าแสกหน้า ซึ่งตอกย้ำว่านอกจากคอลิดจะเชี่ยวชาญในการรบด้วยดาบแล้ว ท่านยังเชี่ยวชาญในสงครามวาทศิลป์ด้วย ทำให้ผู้ปฏิเสธศรัทธาถึงกับพูดไม่ออก และแล้วการต่อสู้ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
กองทัพมุสลิมในสมรภูมิยัรมูกได้วาดภาพความกล้าหาญและการเสียสละที่จับใจและน่าทึ่ง ทว่าเวลาไม่อาจเอื้ออำนวยให้กล่าวถึงได้ทั้งหมด โดย ณ ใจกลางสมรภูมิ อิกริมะฮฺบุตรชายของผู้ที่เคยถูกเปรียบเป็นฟิรอูน (ฟาโรห์) ของประชาชาตินี้ในอดีต แต่บัดนี้ได้กลายเป็นราชสีห์แห่งอิสลาม ท่านได้ตะโกนขึ้นว่า “ข้าเคยต่อสู้กับท่านเราะสูลุลลอฮฺมาหลายสมรภูมิ แล้ววันนี้ข้าจะหนีจากพวกเจ้ากระนั้นหรือ!” จากนั้นท่านก็ร้องเรียกขึ้นว่า “ใครเล่าจะให้สัตยาบันแห่งความตายเพื่อต่อสู้จนกว่าจะสิ้นชีพ!” แล้วทหารม้ามุสลิมจำนวน 400 นายก็ได้ให้สัตยาบันกับท่าน
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อญุรญะฮฺ (หรือจอร์จ) หนึ่งในแม่ทัพโรมัน ได้ออกมายืนประจันหน้าและร้องเรียกให้คอลิดออกมาหาเขา ญุรญะฮฺได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับอิสลามกับคอลิด เมื่อสัจธรรมได้ประจักษ์แก่เขา เขาก็เข้ารับอิสลามในทันที และได้เข้าร่วมกับกองทัพมุสลิมเพื่อต่อสู้กับชนชาติโรมันของตนเอง จนกระทั่งเขากลายเป็นชะฮีดในวันเดียวกันนั้น
ณ ใจกลางสมรภูมิรบ แผ่นดินได้สั่นสะเทือนเมื่อปีกขวาของกองทัพโรมันได้พุ่งทะยานอย่างรุนแรงเข้าโจมตีปีกซ้ายของกองทัพมุสลิมด้วยกำลังที่ไม่อาจต้านทานได้ สนามรบเกิดความโกลาหล แถวทหารแตกกระเจิง ธงรบบางส่วนร่วงหล่นลง และทหารเริ่มถอยร่น กองทัพโรมันสามารถเจาะช่องโหว่ในแนวรบของมุสลิมได้สำเร็จ ความตื่นตระหนกยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งกองทัพโรมันมาถึงเต็นท์ที่พักของชาวมุสลิม พวกเขาบุกเข้าไปในค่าย และเสียงกรีดร้องของผู้หญิงและเด็ก ๆ ก็ดังระงมขึ้น สถานการณ์ทวีความตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อทหารมุสลิมบางส่วนยังคงถอยร่น ยิ่งไปกว่านั้น บางคนเริ่มวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากดาบของโรมัน ภาพที่ปรากฏดูราวกับเป็นจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ สมรภูมิยัรมูกกำลังจะจบลงก่อนที่มันจะเริ่มต้นอย่างนั้นหรือ?
ทันใดนั้น เสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังทะลุเปลวเพลิงแห่งสงคราม เธอได้ร้องตะโกนเรียกเหล่าชายชาติทหารด้วยเสียงที่ดังกึกก้องแทบเขย่าขุนเขา เสียงตะโกนนั้นคือปฐมบทแห่งการพิชิตและเป็นจิตวิญญาณแห่งยัรมูก และจากจุดนี้นี่เองที่ชัยชนะได้เริ่มต้นขึ้น ทว่าเรื่องราวยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้ ติดตามในตอนต่อไป
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





