วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 6) :
คอลิดในยุทธการสนามเพลาะ
คอลิด บินอัลวะลีด มีพี่น้องชาย 4 คน ได้แก่ อุมาระฮฺ บินอัลวะลีด ซึ่งเสียชีวิตในฐานะผู้ปฏิเสธศรัทธาที่แคว้นหะบะชะฮฺ (เอธิโอเปีย), อบูก็อยสฺ บินอัลวะลีด ซึ่งล้มตายในฐานะผู้ปฏิเสธศรัทธาในสมรภูมิบัดรฺ, อัลวะลีด บินอัลวะลีด ผู้ซึ่งอัลลอฮฺ ตะอาลาทรง จารึกชื่อของเขาไว้ในทำเนียบผู้ที่ได้รับทางนำหลังจากที่เขาตกเป็นเชลยในสมรภูมิบัดรฺ และฮิชาม ซึ่งเป็นน้องชายคนเล็กของคอลิด
ในปีที่ 4 ฮิจเราะฮฺศักราช เป็นช่วงเวลาที่ ฮิชาม บินอัลวะลีด ได้พบกับแสงสว่างแห่งทางนำ เขารับอิสลามอย่างเงียบ ๆ และเดินทางออกจากมักกะฮฺอย่างสงบ โดยพรางตัวไปจนกระทั่งถึงนครมะดีนะฮฺ และได้ไปนั่งเคียงข้างอัลวะลีดพี่ชายของเขา ภายใต้ร่มเงาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ส่วนคอลิดนั้น ยังคงอยู่ในเมืองมักกะฮฺเพียงลำพัง บรรดาพี่น้องของเขาได้แยกย้ายจากเขาไปทีละคน ชายหนุ่มชาวมักกะฮฺจำนวนมากก็พากันจากเขาไปและเดินบนเส้นทางแห่งทางนำ
คอลิดมองเห็นขบวนคาราวานที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่แสงสว่าง แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในมรดกของชนเผ่าและเกาะติดอยู่กับความงมงาย (ญาฮิลียะฮฺ) ของบรรพบุรุษ คอลิดผู้ซึ่งไม่เคยรู้จักความพ่ายแพ้ในสมรภูมิรบ ย่อมไม่ต้องการที่จะพ่ายแพ้ในสมรภูมิแห่งความคิดไปด้วย ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คุณจะได้เห็นคอลิดกุมดาบของเขาไว้แน่น และเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่สมรภูมิรบทางทหารครั้งใหม่ เพื่อต่อต้านผู้ที่ในสายตาของเขากลายเป็นภัยคุกคามต่อความรุ่งโรจน์ของเผ่ากุร็อยชฺ โดยคอลิดไม่ได้ใส่ใจเลยว่า อัลวะลีดและฮิชามพี่น้องของเขาจะอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ตาม
ในปีที่ 5 ฮิจเราะฮฺศักราช สถานการณ์ได้พลิกผัน ชาวยิวตระกูลอันนะฎีรได้ละเมิดสนธิสัญญากับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และพยายามลอบสังหารท่าน ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงทำการปิดล้อมพวกเขาและขับไล่ออกจากดินแดน พวกเขาจึงลุกขึ้นมาปลุกปั่นบรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ให้ทำสงครามกับชาวมุสลิม โดยมีเผ่ากุร็อยชฺเป็นผู้นำ ตามด้วยเผ่ากินานะฮฺ, เฆาะเฏาะฟาน, ตระกูลอะสัด, ตระกูลสุลัยมฺ, ฮุซัยลฺ และเผ่าตระกูลอื่น ๆ จนกระทั่งสามารถรวบรวมกองทัพขนาดใหญ่ที่มีกำลังพลถึง 10,000 นาย และพวกเขาถูกขนานนามว่า “อัลอะหฺซาบ” (กองทัพพันธมิตร) นอกจากนี้ชาวยิวตระกูลกุร็อยเซาะฮฺ ซึ่งได้ละเมิดสนธิสัญญาของตนเองก็ได้เข้าร่วมกับพวกเขาด้วย ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นจึงเปรียบเสมือนพายุแห่งความวุ่นวายและความเย่อหยิ่ง
เมื่อท่านนบีทราบข่าวการเดินทัพของกองทัพพันธมิตรที่มุ่งหน้าสู่นครมะดีนะฮฺ ท่านได้ปรึกษาหารือกับเหล่าเศาะหาบะฮฺและมีมติตกลงกันว่า ชาวมุสลิมจะตั้งป้อมปราการป้องกันอยู่ภายในนครมะดีนะฮฺ และจะใช้ “สนามเพลาะ” (ค็อนดัก) เป็นเกราะกำบัง เพื่อขัดขวางไม่ให้ศัตรูเข้าถึงตัวพวกเขาได้ ท่านสัลมาน อัลฟาริซีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ ซึ่งท่านนบีก็ยอมรับ และบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ได้แยกย้ายกันไปขุดสนามเพลาะด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าสภาพอากาศจะหนาวเหน็บและอาหารจะขาดแคลนก็ตาม สิ่งที่เพิ่มพลังความกระตือรือร้นให้กับพวกเขาก็คือ การที่ท่านนบีได้เข้าร่วมการขุดและขนย้ายดินกับพวกเขาด้วย
เมื่อกองทัพพันธมิตรเดินทางมาถึงชายแดนนครมะดีนะฮฺ พวกเขาก็ไม่สามารถบุกเข้าไปได้ (เนื่องจากมีสนามเพลาะขวางกั้น) พวกเขาจึงทำการปิดล้อมเมืองเป็นระยะเวลานานถึง 3 สัปดาห์ ซึ่งการปิดล้อมครั้งนี้ ส่งผลให้ชาวมุสลิมต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ลำบาก และความอดอยาก และในช่วงระหว่างการปิดล้อมอย่างหนักหน่วงนี้ บรรดาผู้ตั้งภาคีได้พยายามที่จะบุกข้ามสนามเพลาะเข้ามา กองทหารม้าของผู้ตั้งภาคีจำนวนมากได้ออกลาดตระเวนรอบ ๆ สนามเพลาะทุกคืนจวบจนรุ่งสาง
และในระหว่างการปิดล้อมที่น่าอึดอัดนี้ คอลิด บินอัลวะลีด คือหนึ่งในอัศวินของเผ่ากุร็อยชฺ ที่ถูกมอบหมายให้ทำการบุกข้ามสนามเพลาะ คอลิดจึงเริ่มมองหาช่องโหว่ จนกระทั่งพบจุดแคบจุดหนึ่งของสนามเพลาะ คอลิดจึงพยายามร่วมกับกลุ่มนักรบของเขาเพื่อบุกข้ามสนามเพลาะเข้าจู่โจมชาวมุสลิมอย่างไม่ทันตั้งตัว หากไม่ใช่เพราะกองทหารยามของชาวมุสลิม ภายใต้การนำของท่านอุสัยดฺ บินหุฎ็อยรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ที่ไหวตัวทันและเข้าสกัดกั้นเป้าหมายของคอลิด โดยเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างกล้าหาญ กองกำลังของคอลิดคงจะทำสำเร็จไปแล้ว และจากเหตุการณ์นี้ ท่านอัฏฏุฟัยลฺ บินนุอฺมาน ได้พลีชีพ (เป็นชะฮีด) ในสมรภูมิ และท่านสะอดฺ บินมุอ๊าซ ได้รับบาดเจ็บที่เส้นเลือดใหญ่ ซึ่งอาการบาดเจ็บนั้นในเวลาต่อมาได้กลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของท่าน
จากนั้นบรรดาผู้ตั้งภาคีได้ส่งกองทหารกองใหญ่มุ่งหน้าไปยังกองบัญชาการของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ชาวมุสลิมจึงได้ทำการต่อสู้กับพวกเขาอย่างยาวนาน จนทำให้ทั้งท่านนบีและเหล่าสหายไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจละหมาดอัศรฺได้ เนื่องจากติดพันอยู่กับการต่อต้านกองกำลังของผู้ตั้งภาคี ซึ่งไม่ยอมถอยทัพกลับไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์หลับฟ้า ท่านนบีทรงกริ้วต่อบรรดาผู้ตั้งภาคีเป็นอย่างมาก กระทั่งท่านได้ขอดุอาอ์สาปแช่งพวกเขา โดยกล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงเติมเต็มบ้านเรือนและหลุมฝังศพของพวกเขาด้วยไฟนรก เฉกเช่นที่พวกเขาได้ทำให้เราต้องยุ่งเหยิงจนพลาดการละหมาดอัศรฺ กระทั่งดวงอาทิตย์ตกดินไป”
ต่อมา ความทุกข์ระทมของชาวมุสลิมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั่งหัวใจเต้นระรัวถึงลำคอ และพวกเขาต้องเผชิญกับความสั่นคลอนอย่างรุนแรง ท่านเราะสูลุลลอฮฺจึงได้กล่าววิงวอนขอความช่วยเหลือ และอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับคำวิงวอนของนบีของพระองค์ แล้วข่าวดีแห่งการปลดเปลื้องความทุกข์ก็มาถึง เมื่ออัลลอฮฺทรงขับไล่กองทัพพันธมิตรให้ถอยร่นไปด้วยเดชานุภาพของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้ร่างกายและจิตใจของพวกเขาสั่นสะท้าน ทำให้การรวมกลุ่มของพวกเขาแตกซ่านด้วยความขัดแย้ง จากนั้นพระองค์ก็ส่งลมพายุที่หนาวเหน็บพัดกระหน่ำใส่พวกเขา และทรงโยนความหวาดกลัวลงในจิตใจของพวกเขา เผ่ากุร็อยชฺและกองทัพพันธมิตรจึงต้องล่าถอยกลับไปด้วยความพ่ายแพ้ การปิดล้อมได้สิ้นสุดลง ความปลอดภัยกลับคืนมาอีกครั้ง บรรดาผู้ศรัทธายืนหยัดอย่างมั่นคง และศรัทธาชนคือผู้คว้าชัย
ส่วนคอลิดนั้นเขายังคงยืนกรานอยู่ในความดื้อรั้น ประดุจดาบที่ถูกชักออกมาเพื่อรับใช้ความเท็จ ต่อต้านสัจธรรม และทำสงครามกับกลุ่มชนแห่งสัจธรรม เป็นไปได้อย่างไรที่บุรุษผู้มีสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดเช่นนี้ จะยังคงปักหลักอยู่ในสนามเพลาะแห่งความหลงผิด และทำสงครามกับกลุ่มชนผู้ศรัทธา? เขาไม่เห็นแสงสว่างได้อย่างไร? ในเมื่อสัญญาณแห่งแสงนั้นได้สาดส่องอย่างเจิดจ้าแล้ว? โอ้คอลิดเอ๋ย ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่หัวใจของท่านจะอ่อนโยนลง? ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่ดาบของท่านจะสงบนิ่ง?
ไม่เลย! เวลานั้นยังมาไม่ถึง เมื่อวันเวลาผ่านไป เราจะได้เห็นคอลิดในอีกสถานการณ์หนึ่ง ที่ความมืดมิดของหนทางและความมืดมนในจิตใจยิ่งทวีคูณ ณ ที่แห่งนั้นเอง ในวันแห่งสนธิสัญญาฮุดัยบิยะฮฺ คอลิดเกือบจะก่ออาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อเขามุ่งหวังที่จะลอบโจมตีและสังหารท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อดับแสงสว่างของอัลลอฮฺบนหน้าแผ่นดินของพระองค์ และในวันพรุ่งนี้ เราจะมาเล่าเรื่องราวนี้ให้ท่านฟัง
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





