วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 7) :
สงครามในใจคอลิด
ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เห็นในความฝันว่า ท่านและบรรดาเศาะหาบะฮฺได้เข้าไปในมัสญิดหะรอมอย่างสงบสุขปลอดภัย โดยมีการโกนศีรษะและตัดผม ท่านจึงได้แจ้งความฝันนี้แก่เศาะหาบะฮฺ ซึ่งพวกเขาก็ต่างยินดีกับนิมิตหมายที่ดีนี้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงสั่งให้พวกเขาเตรียมตัวสำหรับการทำอุมเราะฮฺ มิใช่เพื่อทำสงคราม และท่านได้เดินทางออกจากนครมะดีนะฮฺในต้นเดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ปี ฮ.ศ. 6 พร้อมกับเหล่าเศาะหาบะฮฺประมาณ 1,500 คน โดยไม่พกอาวุธใด ๆ นอกจากอาวุธสำหรับนักเดินทางเท่านั้น ทว่าเมื่อข่าวนี้รู้ไปถึงชาวกุร็อยชฺ พวกเขาก็โกรธแค้นและตัดสินใจจะขัดขวางไม่ให้ท่านเข้าสู่นครมักกะฮฺ จึงได้ส่งทหารม้าจำนวน 200 นาย เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์เส้นทางและสกัดกั้นท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และผู้ติดตามของท่าน
กองทหารม้านี้นำทัพโดยคอลิด บินอัลวะลีด แม่ทัพผู้เชี่ยวชาญในการอ่านเกมส์สมรภูมิก่อนที่จะได้เห็นมันด้วยซ้ำ เขาได้วางกองทหารม้าและดักซุ่มโจมตีบนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่มักกะฮฺ โดยรอคอยท่านนบีมุฮัมหมัดและสหายของท่านอยู่ที่บริเวณอุสฟาน เมื่อขบวนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เข้ามาใกล้ คอลิดเกือบจะก่ออาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการบุกโจมตีและจู่โจมท่านนบีด้วยการต่อสู้ แต่ท่านนบีรู้ตัวทัน จึงได้สั่งให้ท่านอับบาด บินบิชรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ นำทหารม้ามุสลิมออกไปเผชิญหน้าและสกัดกั้นคอลิดหากเขาพยายามจะจู่โจม จากนั้นท่านนบีก็ได้นำเหล่าเศาะหาบะฮฺทำการละหมาดด้วยรูปแบบ “ละหมาดเคาฟฺ” (การละหมาดในยามหวาดกลัว) ในขณะที่คอลิดเฝ้ามองเหตุการณ์นั้นอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่จะล่าถอยและจากไป
หลังจากหลีกเลี่ยงการปะทะ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้เดินทางต่อไป จนกระทั่งหยุดพักที่หุดัยบิยะฮฺ ที่นั่นมีการเจรจาที่ยาวนานระหว่างท่านกับชาวกุร็อยชฺ ซึ่งจบลงด้วยสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ “สนธิสัญญาหุดัยบิยะฮฺ” ซึ่งกำหนดให้มีข้อตกลงสงบศึกเป็นเวลา 10 ปีระหว่างทั้งสองฝ่าย และให้ชาวมุสลิมเดินทางกลับในปีนี้โดยยังไม่ต้องทำอุมเราะฮฺ และค่อยกลับมาใหม่ในปีหน้า นี่คือชัยชนะอันเงียบสงบซึ่งปูทางไปสู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ นั่นคือการพิชิตนครมักกะฮฺ
ในทางกลับกัน เมื่อคอลิดเดินทางกลับสู่เมืองมักกะฮฺ เขากลับต้องเผชิญกับความสับสนวุ่นวายและความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ภายในใจ คอลิดนั่งลงเพียงลำพังเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยคอลิดได้กล่าวว่า “เมื่อเกิดสนธิสัญญาที่หุดัยบิยะฮฺ ฉันได้ถามตัวเองว่า ยังมีสิ่งใดเหลืออยู่อีก? ฉันจะไปไหนดี? จะไปหากษัตริย์อันนะญาชีย์หรือ? เขาก็ปฏิบัติตามมุฮัมหมัดไปแล้ว และบรรดาสหายของเขาก็พำนักอยู่ที่นั่นอย่างปลอดภัย หรือฉันจะหนีไปหาจักรพรรดิเฮราคลิอุส? ฉันจะละทิ้งศาสนาของตนเพื่อไปนับถือศาสนาคริสต์หรือศาสนายิวอย่างนั้นหรือ? หรือฉันจะไปอาศัยอยู่กับพวกที่ไม่ใช่อาหรับในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา หรือจะอยู่ในบ้านเรือนของฉันร่วมกับผู้คนที่ยังหลงเหลืออยู่ดี?”
คำถามเหล่านี้ที่ลุกโชนอยู่ในใจของคอลิดคือประกายไฟแห่งความขัดแย้งภายใน ระหว่างมรดกทางสายเลือดของชนเผ่ากับเสียงเพรียกแห่งสัญชาตญาณบริสุทธิ์ (ฟิตเราะฮฺ) ระหว่างความเย่อหยิ่งในสายเลือดกับแสงสว่างแห่งศรัทธา ระหว่างดาบที่มักใช้เพื่อสนับสนุนความเท็จกับมโนธรรมที่เริ่มกระซิบเตือนเขาในความเงียบสงัด ความรู้สึกทางจิตใจนี้ผลักดันให้เขาเกิดความสงสัยในทุกจุดยืนที่ตนเคยลุกขึ้นปกป้องศาสนาแห่งยุคงมงาย (ญาฮิลิยฺยะฮฺ) ซึ่งคอลิดไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย นอกเสียจากว่ามันคือศาสนาของบิดา ศาสนาของเผ่า ศาสนาของชาวกุร็อยชฺ และศาสนาของชาวอาหรับ แล้วอย่างไรต่อล่ะ? มันไม่มีอะไรเลย
และหลังจากที่ผ่านพ้นเหตุการณ์หุดัยบิยะฮฺไปได้ 1 ปีเต็ม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้เดินทางกลับมายังนครมักกะฮฺเพื่อประกอบพิธีอุมเราะฮฺชดเชย (อุมเราะฮฺ อัลเกาะฎออ์) ท่านได้เข้าสู่เมืองด้วยขบวนอันยิ่งใหญ่ของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีความนอบน้อมและสงบสุข ในขณะที่ผู้คนต่างพากันจ้องมองพวกเขาจากหน้าต่างบ้านเรือนและจากช่องเขาต่าง ๆ แต่สำหรับคอลิดนั้น เขาได้หลบซ่อนตัวไปจากสายตาของผู้คน เพราะไม่สามารถทนมองเหตุการณ์นี้ด้วยตาของตนเอง เขาจะมองผู้คนที่เขาเคยทำสงครามเมื่อวันวาน แต่ในวันนี้พวกเขากำลังเดินเข้านครมักกะฮฺอย่างปลอดภัยได้อย่างไร? เขาจะเผชิญหน้ากับความจริงที่เริ่มลุกโชนดั่งเปลวเพลิงในอกของเขาได้อย่างไร? คอลิดจึงเลือกที่จะหายตัวไป เผื่อว่าการหลบหนีนั้นจะช่วยดับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ในใจของเขาได้
ขณะเดียวกัน ในหมู่เศาะหาบะฮฺที่เข้ามาในเมื่องมักกะฮฺนั้น ท่านอัลวะลีด บินอัลวะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ พีชายของคอลิด ก็ได้เดินทางเข้ามาทำประกอบพิธีอุมเราะฮฺร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วย อัลวะลีดเริ่มไถ่ถามและพยายามค้นหาคอลิดในหมู่ผู้คนมากมาย แต่กลับไม่พบ เพราะคอลิดยังคงสับสนวุ่นวาย ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนแห่งความเย่อหยิ่ง เขาเฝ้ามองเหตุการณ์ต่าง ๆ จากแดนไกล ในขณะที่หัวใจกำลังต่อสู้อยู่ในสมรภูมิระหว่างอดีตกับชะตากรรมในอนาคต
อัลวะลีด พี่ชายของคอลิดจึงได้เขียนจดหมายอันเป็นอมตะส่งถึงเขา โดยมีใจความว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ อนึ่ง แท้จริงข้าไม่เคยเห็นสิ่งใดที่น่าประหลาดใจไปกว่าการที่ความคิดของเจ้าหันเหออกจากอิสลาม ทั้งที่เจ้านั้นเป็นคนที่มีสติปัญญา และอิสลามนั้นไม่มีใครที่จะเพิกเฉยต่อมันได้เลย ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ถามข้าถึงเจ้า โดยกล่าวว่า ‘คอลิดอยู่ที่ไหน? คอลิดไปไหนหรือ?’ ฉันจึงตอบไปว่า ‘เดี๋ยวอัลลอฮฺก็จะทรงนำทางเขามาเองครับ’ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า ‘คนอย่างคอลิดนั้นไม่น่าจะเขลาต่ออิสลามเลย หากเขาใช้ความสามารถและความมุ่งมั่นตั้งใจของเขามาร่วมกับฝ่ายมุสลิมเพื่อต่อต้านพวกตั้งภาคี (มุชริกีน) นั่นย่อมเป็นความดีงามแก่ตัวเขาเองอย่างแน่นอน และเราย่อมให้เกียรติเขาเหนือกว่าใคร’ ดังนั้น จงรีบไขว่คว้าสิ่งที่เจ้าพลาดไปเถิด น้องชายของข้า เพราะเจ้าได้พลาดสถานการณ์ที่ดีงามไปมากมายแล้ว”
เมื่อคอลิดได้อ่านจดหมายฉบับนั้น มันเปรียบเสมือนพายุแห่งแสงสว่าง มิใช่การฟาดฟันด้วยคมดาบ ศาสดาที่เขาเคยทำสงครามด้วยกลับระลึกถึงเขาในแง่ดี และกล่าวว่า “คอลิดอยู่ที่ไหน? หากเขามาหาเรา เราย่อมให้เกียรติเขาเหนือกว่าใคร” หัวใจแบบไหนกันที่ไม่เก็บความเคียดแค้นต่อผู้ที่เคยทำสงครามด้วย แต่กลับเก็บความหวังในการนำทางเขา? เพียงแค่จุดนี้ คอลิดก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งแตกหักอยู่ภายในใจ กำแพงแห่งความดื้อรั้นเริ่มร้าวลึกลงไปในจิตวิญญาณของเขา จนกระทั่งคอลิดได้กล่าวว่า “เมื่อจดหมายจากพี่ชายของฉันมาถึง ฉันก็มีกำลังที่อยากจะออกไป มันเพิ่มความปรารถนาในอิสลามให้แก่ฉัน และคำพูดของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทำให้ฉันรู้สึกปิติยินดีอย่างยิ่ง”
ขอแจ้งข่าวดีแก่ทุกท่านว่า แสงสว่างได้เริ่มแหวกทางเข้าสู่สติปัญญาของคอลิดแล้ว และความศรัทธาก็เริ่มเต้นระรัวในหัวใจของอบูสุลัยมาน (ฉายาของคอลิด) แล้วเช่นกัน ช่วงเวลาแห่งการรอคอยกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ช่วงเวลาแห่งการถือกำเนิดใหม่ คือการถือกำเนิดขึ้นของชายที่อัลลอฮฺจะทรงใช้เขาเพื่อเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





