วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 5) :
คอลิดในสมรภูมิอุหุด
ชาวกุร็อยชฺรู้สึกว่าความรุ่งโรจน์ในอดีตของพวกเขากำลังถูกฉกฉวยไปจากใต้ฝ่าเท้า หลังจากที่ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในยุทธการที่บัดรฺ และตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็ไม่มีเป้าหมายอื่นใดนอกจากการลบล้างร่องรอยแห่งความพ่ายแพ้บนหน้าผากของตนและชำระล้างความอัปยศนั้นด้วยเลือดหนดใหม่ ในขณะเดียวกัน กองกำลังอิสลามก็ทวีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในเมืองมะดีนะฮฺ และชาวมุสลิมได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อเส้นทางการค้าของชาวกุร็อยชฺที่มุ่งหน้าสู่ภูมิภาคชาม ซึ่งเป็นเส้นทางที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตและความมั่งคั่งของนครมักกะฮฺ
ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจจัดเตรียมกองทัพใหญ่เพื่อกำจัดท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเหล่าสาวกของท่าน ชาวกุร็อยชฺยกทัพนักรบ 3,000 คน ภายใต้การนำของอบูสุฟยาน โดยมีคอลิด บินอัลวะลีด เป็นผู้บัญชาการกองทหารม้าแนวหน้า และมีอิกริมะฮฺ บินอบูญะฮลฺ เป็นผู้ช่วย ในทางฝั่งของเมืองมะดีนะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ปรึกษาหารือกับเหล่าสาวกเกี่ยวกับการรบนี้ จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่าจะออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่นอกเมือง ท่านนบีนำกองกำลังออกไปเพียง 700 คน หลังจากที่อับดุลลอฮฺ บินอุบัย บินสะลูล ผู้นำของพวกสับปลับได้ถอนตัวกลับไปพร้อมกับทหาร 1 ใน 3 ของกองทัพ ทิ้งให้แนวหน้าต้องแบกรับความหนักอึ้งจากการถูกทอดทิ้งนี้
ท่านนบีได้เลือกสมรภูมิรบที่บริเวณภูเขาอุหุด และได้วางแผนยุทธศาสตร์ทางทหารอย่างรัดกุม โดยให้ด้านหลังของกองทัพพิงภูเขาและมีเมืองมะดีนะฮฺอยู่เบื้องหน้า ท่านสั่งให้พลธนู 50 นายประจำการอยู่บนภูเขาลูกเล็กด้านหลัง เพื่อปกป้องแนวหลังของกองทัพมุสลิมจากการโอบล้อมของทหารม้าฝั่งศัตรู ท่านกำชับให้พวกเขาอยู่ประจำที่และห้ามละทิ้งตำแหน่งโดยเด็ดขาด พร้อมกับกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงใช้ธนูสกัดกั้นทหารม้าให้พ้นจากเรา และแม้ว่าพวกท่านจะเห็นนกโฉบลงมาจิกกินร่างของพวกเรา ก็อย่าได้ละทิ้งตำแหน่งของพวกท่านเด็ดขาด จนกว่าฉันจะส่งคนไปแจ้ง” ด้วยแผนการนี้ชาวมุสลิมจึงสามารถยึดครองพื้นที่สูงและบีบให้กองทัพมุชริกีน (ผู้ตั้งภาคี) ต้องอยู่ในหุบเขา สถานการณ์ในเวลานั้นดูน่าเกรงขาม ภูเขาสูงตระหง่าน ลมสงบนิ่ง และท้องฟ้ากำลังเฝ้ารอคอยเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นขึ้น กองพันแห่งศรัทธาได้บุกทะลวงไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญ จนแผ่นดินสะเทือนใต้ฝ่าเท้า พร้อมกับเสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้องไปถึงสรวงสวรรค์ว่า “อะมิต อะมิต” (จงตายเสียเถิด) พวกเขาชูธงแห่งศรัทธา กระจายกำลังออกเป็นกองกำลังย่อย และต่อสู้หวังพลีชีพจนเกิดเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ แถวของกองทัพมุชริกีนถึงกับสั่นคลอน ม้าศึกของพวกเขาล้มลงภายใต้ห่าฝนลูกธนู ทหารก็แตกพ่ายกระจัดกระจาย มีทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และหลบหนีแตกพ่ายไปตามหุบเขา โดยทิ้งเกราะและโล่เพื่อลดน้ำหนักตัว กองทัพมุชริกีนพังทลายลงในยกแรก
ทว่าพลธนูบางส่วนบนภูเขากลับตะโกนขึ้นว่า “ทรัพย์เชลย! ทรัพย์เชลย!” และส่วนใหญ่ได้พากันลงจากภูเขาเพื่อเก็บรวบรวมอาวุธและข้าวของ โดยเข้าใจผิดว่าการต่อสู้ได้สิ้นสุดลงแล้ว พวกเขาหลงลืมคำสั่งเสียของท่านนบีที่ว่า “อย่าละทิ้งตำแหน่งของพวกท่านเด็ดขาด” เหตุการณ์นี้ได้เปิดช่องโหว่ในกองทัพมุสลิม และชายผู้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและไหวพริบนามว่า “คอลิด บินอัลวะลีด” ก็ได้ฉวยโอกาสนี้ไว้ ด้วยสายตาอันเฉียบคมของผู้นำที่เชี่ยวชาญ เขามองเห็นช่องโหว่ที่ปีกหลังของกองทัพมุสลิม จึงได้นำทหารม้าอ้อมไปทางด้านหลังเนินเขาและเข้าจู่โจมพลธนูที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดอย่างไม่ทันตั้งตัว พวกเขาสังหารพลธนูและอิบนุญุบัยรฺ ผู้นำของพลธนูจนหมดสิ้น จากนั้นก็บุกโจมตีชาวมุสลิมจากด้านหลัง ความปีติยินดีในชัยชนะจึงพลิกผันกลายเป็นความโกลาหล กองทัพมุสลิมปั่นป่วน และกองกำลังก็แตกกระจาย
ชาวมุสลิมสูญเสียตำแหน่งที่มั่นเดิมของตนเอง พวกเขาต้องต่อสู้อย่างกระจัดกระจายไร้แบบแผน เกิดความสับสนวุ่นวายอย่างถึงที่สุด และกองทัพมุชริกีนได้เริ่มเข่นฆ่าชาวมุสลิมทุกคนที่ขวางหน้า ชาวมุสลิมล้มตายเป็นชะฮีด (ผู้พลีชีพ) กลางสนามรบเป็นจำนวนมาก ในความโกลาหลอันยิ่งใหญ่นั้น ท่านฮัมซะฮฺ บินอับดุลมุฏเฏาะลิบ ได้ร่วงหล่นลงในฐานะชะฮีด ร่างกายของท่านถูกพวกมุชริกีนกระทำย่ำยีอย่างน่าสยดสยอง พวกเขาผ่าท้อง ตัดจมูก และตัดหูของท่าน ท่านนบียืนอยู่เบื้องหน้าร่างอันบริสุทธิ์ของท่านฮัมซะฮฺ น้ำตาไหลริน และกล่าวว่า “ฉันจะไม่เจ็บปวดจากการสูญเสียใครเหมือนที่สูญเสียท่านอีกแล้ว และฉันไม่เคยยืนอยู่ในจุดที่ทำให้รู้สึกคับแค้นใจมากไปกว่านี้เลย”
ยุทธการที่อุหุดถือเป็นบททดสอบและบทเรียนครั้งใหญ่สำหรับชาวมุสลิม เป็นเหตุการณ์ที่เปิดโปงพวกหน้าไหว้หลังหลอก ขัดเกลาผู้ศรัทธา และสอนชาวมุสลิมว่า การฝ่าฝืนคำสั่งของเราะสูลผู้ซื่อสัตย์นั้น คือประตูที่เปิดไปสู่ความพ่ายแพ้ ในทางกลับกัน คอลิดได้พิสูจน์ให้เห็นในยุทธการที่อุหุดว่า เขาคือผู้บัญชาการทหารที่โดดเด่น มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้นำไหลเวียนอยู่ในสายเลือด มีสติปัญญาที่เชี่ยวชาญในการวางแผน มีสายตาที่อ่านเกมในสนามรบได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และมีอัจฉริยภาพในการฉวยโอกาสจากช่องโหว่โดยไม่ปล่อยให้หลุดมือไป อุหุดเป็นการต่อสู้ครั้งแรกที่คอลิดชักดาบของเขาออกมา แต่มันเป็นการชักดาบเพื่อต่อต้านอิสลาม และเป็นชัยชนะแรกที่เขาได้บันทึกไว้ให้แก่ตนเอง แต่กลับเป็นชัยชนะที่แลกมาด้วยเลือดของผู้ศรัทธาและความเจ็บปวดของท่านนบี
ม้าศึกของคอลิดผงาดขึ้นกลางสนามรบ แต่มันเป็นการเหยียบย่ำบนศพของผู้พลีชีพ ดาบของคอลิดส่องประกายภายใต้แสงแดดแห่งอุหุด แต่ประกายนั้นกลับปะปนไปด้วยหยาดเลือดที่ไหลรินบนใบหน้าของท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ศีรษะของท่านถูกตีจนแตก ฟันหน้าของท่านหัก และเลือดก็ไหลอาบแก้มท่าน ใช่แล้ว คอลิดได้แสดงให้เห็นชั้นเชิงและความเจ้าเล่ห์ทางทหารที่หาตัวจับได้ยาก แต่มันต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง นั่นคือการพลีชีพของบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ประเสริฐที่สุดของท่านนบีถึง 70 คน
ณ ที่แห่งนั้น ภายใต้ร่มเงาของภูเขาอุหุด คอลิดได้จารึกหน้าแรกของประวัติศาสตร์ทางทหารของเขา ซึ่งเป็นหน้าที่ถูกเขียนขึ้นด้วยความรุ่งโรจน์ แต่มันเป็นเพียงความรุ่งโรจน์ทางโลกที่ไร้ราคา เป็นความรุ่งโรจน์ที่ปราศจากจิตวิญญาณ และเป็นแสงสะท้อนที่ปราศจากแสงสว่าง คอลิดควรจะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น แต่เขาไม่หยุด ดาบของคอลิดยังคงเดินทางต่อไปในเส้นทางแห่งความชั่วร้ายและการทำร้ายผู้คน เขายังคงมุ่งหน้าต่อไปในความหลงผิดและความดื้อรั้น และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่สมรภูมิรบครั้งใหม่ที่ชื่อว่า “ยุทธการสนามเพลาะ” (ฆ็อซวะฮฺ อัลค็อนดัก) ซึ่งเป็นที่ที่คอลิดจะได้ยืนเผชิญหน้ากับท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อีกครั้ง
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





