วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 28) :
คอลิดพิชิตเมืองกินนัสรีน
ในปีที่ 15 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช ธงแห่งอิสลามได้โบกสะบัดเหนือหัวเมืองต่าง ๆ ของแผ่นดินชาม (ซีเรีย) และผู้ที่ได้รับความไว้วางใจแห่งประชาชาตินี้คือ ท่านอบูอุบัยดะฮฺ บินอัลญัรร็อหฺ ได้ตัดสินใจที่จะผนวกเมืองกินนัสรีนเข้ากับเมืองที่ได้รับการปลดปล่อย โดยท่านตั้งใจจะไปพิชิตด้วยตนเอง แต่ก่อนที่กองทัพใหญ่จะเคลื่อนพล ท่านได้ส่งคอลิด บินอัลวะลีด ล่วงหน้าไปด้วยความรวดเร็วปราดเปรียวเพื่อเบิกทางก่อนที่กองทัพหลักจะมาถึง กองทหารของคอลิดได้เคลื่อนพลไปยังพื้นที่อัลฮาดิรซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองกินนัสรีน
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้บัญชาการทัพโรมันในกินนัสรีนซึ่งมีนามว่า “มีนัส” เป็นที่รู้จักในเรื่องความกล้าหาญ ความเชี่ยวชาญ และเป็นที่รักของเหล่าทหาร ได้คาดการณ์ล่วงหน้าด้วยความฉลาดหลักแหลมถึงการเคลื่อนไหวของกองทัพมุสลิมที่มุ่งหน้ามายังกินนัสรีน ดังนั้น เขาจึงออกมาด้วยแผนการที่กล้าหาญและการเคลื่อนไหวเชิงรุก นั่นคือการยกทัพออกไปยังชานเมืองกินนัสรีน เพื่อจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัวต่อกองหน้าของมุสลิมซึ่งปกติแล้วมักจะมีจำนวนน้อย จากนั้นก็กำจัดพวกเขาก่อนที่จะไปสมทบกับกองทัพใหญ่ ซึ่งจะทำให้ยากต่อการต่อต้านหากพวกเขารวมตัวกัน เป็นการคำนวณทางการทหารที่แม่นยำ ซึ่งมีองค์ประกอบของการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวที่อาจทำให้กองทัพมุสลิมสับสน
ทว่าผู้บัญชาการโรมันผู้นี้หารู้ไม่ว่า ปรมาจารย์ด้านการทหารอย่างคอลิด บินอัลวะลีด ซึ่งเป็นผู้นำกองหน้านั้น คือผู้ที่ไม่มีแผนการใด ๆ ที่สามารถทำให้ประหลาดใจได้ แต่คอลิดนั่นเองที่จะเป็นผู้ทำให้ทุกแผนการศัตรูต้องประหลาดใจ
เมื่อคอลิดมาถึงพื้นที่อัลฮาดิรใกล้กับกินนัสรีน ท่านก็ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพอันมหึมาของชาวโรมันที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากองทัพของท่านหลายเท่า คอลิดไม่ได้มีอาการตื่นตระหนกหรือสับสนแต่อย่างใด ทว่าได้จัดวางหน่วยรบพิเศษของท่านอย่างใจเย็นและเตรียมพร้อมในท่ารบ ในขณะที่มีนัสจัดกองทัพของเขาออกเป็นปีกสองข้างและกองกลาง
การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วและสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีนัสถูกสังหารตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการรบ อัจฉริยภาพ แผนการ ความเชี่ยวชาญ และความฉลาดหลักแหลมของเขาไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย ศัตรูผู้นี้จบชีวิตลงอย่างรวดเร็ว และ ณ จุดนี้ ไฟแห่งความแค้นของเหล่าทหารของเขาก็ปะทุขึ้น พวกเขาบ้าคลั่งและเดือดดาลเป็นอย่างมาก จึงได้เริ่มการโจมตีอย่างรุนแรงและป่าเถื่อนเพื่อแก้แค้นให้กับการตายของผู้บัญชาการของพวกเขา คอลิดใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้และใช้การโจมตีของศัตรูให้เป็นประโยชน์ ท่านตระหนักดีว่าแม้การเคลื่อนไหวของชาวโรมันในตอนนี้จะแข็งแกร่ง รุนแรง และเกรี้ยวกราด แต่มันก็เป็นการกระทำที่บุ่มบ่าม ไร้ระเบียบ ขาดการยั้งคิดและการวางแผน
ณ ตอนนี้เอง คอลิดได้ใช้กลยุทธ์ทางการทหารของท่าน ในขณะที่ชาวโรมันกำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความโกรธแค้นอย่างมืดบอดและตะโกนเรียกร้องให้เลือดแลกด้วยเลือด คอลิดได้สั่งให้กองกำลังปีกข้างด้านหนึ่งของท่านรุกอ้อมไปด้านหลังของศัตรูและโจมตีจากแนวหลัง ในขณะที่ตัวท่านเองเข้าบดขยี้จากอีกด้านหนึ่ง ขนาบพวกเขาไว้ในคีมหนีบที่ไร้ความปรานี ทหารมุสลิมได้ทำการสังหารหมู่ศัตรู กระทั่งนักประวัติศาสตร์ได้กล่าวว่า ไม่มีชาวโรมันคนใดรอดชีวิตเลย กล่าวคือ พวกเขาถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นอย่างแท้จริง และนี่คือวิธีที่ประวัติศาสตร์จารึกฉากแห่งความรุ่งโรจน์ของวีรบุรุษนามว่า “คอลิด”
หลังจากการสู้รบอันรวดเร็วนี้จบลง ชาวเมืองอัลฮาดิรได้ออกมาต้อนรับคอลิด พวกเขาประกาศความบริสุทธิ์ของตนเอง และระบุว่าตนเป็นชาวอาหรับที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสงครามครั้งนี้ คอลิดจึงให้อภัยพวกเขาด้วยความใจกว้างและมีเกียรติ จากนั้นท่านก็รีบรุดไปยังกินนัสรีนซึ่งเป็นเมืองเป้าหมาย ชาวโรมันได้หลบภัยอยู่หลังกำแพงเมืองและปิดประตูแน่นหนา พร้อมกล่าวว่าคอลิดจะไม่มีวันเข้ามาได้
คอลิดจึงทำการล้อมเมืองและขี่ม้าลาดตระเวนรอบป้อมปราการเพื่อค้นหาช่องโหว่ในกำแพง แต่ก็ไม่พบ ท่านพยายามที่จะบุกเข้าไปแต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากมันเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งและป้องกันได้แน่นหนามาก คอลิดไม่ต้องการให้เกิดความล่าช้า ท่านจึงทำในสิ่งที่ผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่นในพระเจ้าองค์เดียวพึงกระทำ นั่นคือการเขียนจดหมายถึงชาวเมืองกินนัสรีน เป็นจดหมายที่สั่นสะเทือนหัวใจก่อนที่จะสั่นสะเทือนป้อมปราการ ท่านเขียนมันด้วยความหนักแน่นของผู้ศรัทธาที่มั่นใจในชัยชนะจากอัลลอฮฺ โดยมีใจความว่า
“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ จากคอลิด บินอัลวะลีด ถึงชาวเมืองกินนัสรีน อนึ่ง พวกท่านจะหนีพวกเราไปไหน? ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของคอลิดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ หากพวกท่านปีนขึ้นไปบนท้องฟ้า อัลลอฮฺก็จะทรงยกเราขึ้นไปหาพวกท่าน หรือไม่ก็ทรงบันดาลให้พวกท่านตกลงมาหาพวกเรา”
ทันทีที่จดหมายไปถึงผู้นำของพวกเขาและอ่านมัน เขาก็รู้สึกหวาดหวั่นทันที และอัลลอฮฺได้ทรงทำให้ความหวาดกลัวเข้าสู่หัวใจของเขา เขาจึงสั่งว่า “จงเปิดประตูเมืองและออกไปยอมจำนนเถิด เพราะเราไม่มีกำลังที่จะต่อต้านคนเหล่านี้ได้” สุบหานัลลอฮฺ!
ในขณะเดียวกัน อบูอุบัยดะฮฺ บินอัลญัรร็อหฺ ก็กำลังเคลื่อนทัพมุ่งหน้ามายังกินนัสรีนโดยไม่ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย เมื่อท่านมาถึงพื้นที่อัลฮาดิร ท่านก็พบกับศพของชาวโรมันกองทับถมกันราวกับภูเขา กองสุมกันอยู่เหนือแอ่งเลือด ท่านได้เห็นร่องรอยของมหากาพย์การสู้รบอันรวดเร็วที่บอกเล่าเรื่องราวของชายผู้ที่นำหน้ากาลเวลาและคว้าชัยชนะมาได้ก่อนที่กองทัพหลักจะมาถึง เมื่อนั้นอบูอุบัยดะฮฺจึงรู้ว่าคอลิดได้ผ่านทางนี้ไปแล้ว ท่านแทบไม่เชื่อสายตาในสิ่งที่เห็น จากนั้นท่านก็เดินทางต่อไปจนกระทั่งพบกับความประหลาดใจที่น่ายินดีซึ่งทำให้หัวใจของท่านสั่นไหวด้วยความปิติ ท่านพบว่ากินนัสรีนถูกพิชิตแล้วและคอลิดกำลังยืนต้อนรับท่านอยู่ที่ประตูเมือง
อบูอุบัยดะฮฺรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับชัยชนะที่รวดเร็วนี้ เพราะคอลิดสามารถคว้าชัยชนะได้ก่อนที่ท่านและกองทัพใหญ่จะมาถึง ท่านจึงแต่งตั้งให้คอลิดเป็นผู้ปกครองเมืองกินนัสรีนในทันที และได้ส่งจดหมายไปยังเคาะลีฟะฮฺอุมัรเพื่อบอกเล่าวีรกรรมและความยิ่งใหญ่ของคอลิดในเหตุการณ์นี้ อุมัร อัลฟารูก รู้สึกยินดีและได้กล่าวเพื่อเป็นการยอมรับในอัจฉริยภาพของคอลิดว่า “ขออัลลอฮฺทรงเมตตาอบูบักร เขาเป็นผู้ที่รู้จักบุรุษได้ดีกว่าข้า” ช่างเป็นการเฉลิมฉลองอันงดงามจากอุมัร อัลฟารูก ที่มีต่อคอลิด บินอัลวะลีด
แต่ทว่าการเฉลิมฉลองนี้อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะนี่คือจุดที่กินนัสรีนกลายเป็นสมรภูมิสุดท้าย เสียงของคอลิดจะเลือนหายไปจากสนามรบ เราจะไม่ได้ยินเสียงร้องของม้าศึก เสียงกระทบกันของดาบ หรือเสียงตักบีรของเหล่าทหารของคอลิดอีกต่อไป มันเกิดอะไรขึ้น? และทำไมธงรบจึงถูกริบไปจากมือของคอลิดไปได้? นี่คือสิ่งที่เราจะได้รู้ในตอนต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





