วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 30) :
เมื่อดาบของอัลลอฮฺถูกเก็บเข้าฝัก
คอลิดได้ลงมาจากหลังม้าแห่งความเป็นผู้นำและถูกปลดจากตำแหน่งทั้งหมด ท่านเดินทางไปยังแผ่นดินชาม (ภูมิภาคซีเรีย) ในฐานะแม่ทัพที่ถูกปลด ไม่มีธงโบกสะบัดเหนือศีรษะ ไม่มีม้าศึกเดินนำหน้า และไม่มีกองทหารตั้งแถวอยู่เบื้องหลัง คอลิดออกจากเมืองมะดีนะฮฺเพียงลำพังและไม่ได้กลับไปอีกเลย ท่านเลือกบ้านหลังเล็ก ๆ ในเมืองโฮมส์ เมืองที่ท่านรักและพบจิตวิญญาณของตนเองที่นั่น
ท่านปลีกตัวจากความวุ่นวายของโลกนี้ แต่ท่านก็ไม่ได้พำนักอยู่นานนัก คือหลังจากถูกปลดได้เพียง 4 ปีเท่านั้น แต่เป็น 4 ปีที่หนักหนาสาหัสที่สุดที่หัวใจมนุษย์จะเผชิญได้ เป็นวันเวลาแห่งความโดดเดี่ยวและวันเวลาแห่งโรคระบาดที่เข้าจู่โจมแผ่นดินชาม โรคระบาดได้พรากชีวิตลูก ๆ ของท่านไปทีละคน จากนั้นก็พรากเพื่อนที่รักที่สุดและสหายร่วมรบของท่านไป
ได้แก่ ท่านอบูอุบัยดะฮฺ บินอัลญัรร็อหฺ, ชุเราะหฺบีล บินหะสะนะฮฺ, ยะซีด บินอบีสุฟยาน และมุอ๊าซ บินญะบัล ชื่อเหล่านี้เปรียบเสมือนดวงดาวในชีวิตของคอลิด แต่แล้วดาวเหล่านั้นก็ดับแสงลงในเวลาเดียวกัน ท่านไม่เหลือช่วงเวลาแห่งความสุขใด ๆ อีก นอกจากข่าวคราวการพิชิตดินแดนที่ท่านได้ยิน ทั้งในทิศตะวันออกและตะวันตก ทั้งในทิศทางของอิรัก เปอร์เซีย อียิปต์ และปาเลสไตน์ ข่าวเหล่านี้ทำให้คอลิดรู้สึกยินดี แต่มันเป็นความยินดีที่ปะปนไปด้วยความเศร้าจุกอก เพราะตัวท่านไม่ได้อยู่ในสมรภูมิเหล่านั้นเลย
คอลิดในช่วงบั้นปลายชีวิตได้หันมาอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน ท่านอ่านไปพร้อมกับความรู้สึกเสียใจและถวิลหาในหัวใจ โดยท่านได้กล่าวว่า “การฮาด (ต่อสู้) ในหนทางของอัลลอฮฺทำให้ข้ายุ่งจนละทิ้งการอ่านอัลกุรอานไปมาก” ยาอัลลอฮฺ! นี่คือคอลิด ผู้ซึ่งใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ท่ามกลางคมดาบและหอก กำลังโศกเศร้าเพราะความบกพร่องต่ออัลกุรอาน แล้วพวกเราจะกล่าวอ้างสิ่งใดได้อีกเล่า?! อะไรกันที่ทำให้พวกเราละทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ? หวังว่าพวกเราจะตระหนักได้ว่าชัยชนะนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยดาบเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยหัวใจที่ลงมือปฏิบัติ
ในปีที่ 21 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช คอลิดล้มป่วยลงจนต้องนอนซมอยู่บนเตียง ท่านอบุดดัรดาอ์ได้เข้ามาเยี่ยม คอลิดจึงกล่าวว่า “โอ้ อบุดดัรดาอ์ หากอุมัรเสียชีวิตลง ท่านจะได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านจะต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน” อบุดดุรดาอ์ตอบว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันก็เห็นเช่นนั้น” คอลิดจึงกล่าวว่า “ข้าเคยมีความรู้สึกขุ่นเคืองอุมัรในใจในหลาย ๆ เรื่อง แต่เมื่อข้าได้คิดใคร่ครวญตลอดช่วงที่ฉันล้มป่วยนี้ ข้าจึงได้รู้ว่าสิ่งที่อุมัรทำนั้น เขาปรารถนาเพียงความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า ข้าเคยโกรธเขาในตอนที่เขาส่งคนมาแบ่งทรัพย์สินของข้า จนกระทั่งเขาได้เอาเกือกไปข้างหนึ่งและเหลือเกือกอีกข้างหนึ่งให้ข้า เขาแบ่งแม้กระทั่งรองเท้าของข้า! แต่เขาก็ทำเช่นนั้นกับคนอื่น ๆ ที่เข้ารับอิสลามก่อนด้วย แม้แต่ผู้ที่เคยเข้าร่วมในสงครามบัดรฺด้วย อุมัรเป็นคนที่เด็ดขาด และความเด็ดขาดที่เขามีต่อผู้อื่นก็เหมือนกับความเด็ดขาดที่เขามีต่อข้า ข้าจึงเห็นว่าอุมัรไม่ได้ลำเอียง ไม่ว่าจะกับคนใกล้ชิดหรือคนห่างไกล และเขาไม่เกรงกลัวคำตำหนิของผู้ใดในหนทางของอัลลอฮฺ ดังนั้น ความรู้สึกขุ่นเคืองที่ข้าเคยมีต่อเขาจึงมลายหายไป”
สุบหานัลลอฮฺ! ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต คอลิดได้กล่าวชื่นชมอุมัรและเป็นพยานถึงความบริสุทธิ์ใจของท่าน นี่คือจิตวิญญาณแบบไหนกัน? จิตวิญญาณที่ไม่เก็บงำความเคียดแค้น และไม่มีสิ่งใดสถิตอยู่ในนั้นนอกจากความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ นี่คือจริยธรรมของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของคอลิด เมื่อความตายได้มาเยือน ท่านเริ่มร้องไห้ ไม่ใช่การร้องไห้เพราะความอ่อนแอ แต่เป็นการร้องไห้ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ท่านโหยหาการญิฮาด โดยท่านได้กล่าวว่า “ไม่มีการงานใดที่ข้าหวังพึ่งพิงได้มากไปกว่าคำปฏิญาณว่า ‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ’ นับจากคืนที่หนาวเหน็บอย่างรุนแรง ในกองทหารของเหล่าผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) ที่ข้าได้พักแรม โดยมีเพียงโล่กำบัง แล้วท้องฟ้าก็เทฝนลงมาใส่ข้า ขณะที่ข้าเฝ้ารอเวลารุ่งสางเพื่อจะได้เข้าโจมตีศัตรูผู้ปฏิเสธศรัทธา ดังนั้น พวกท่านจงยึดมั่นในการทำญิฮาดเถิด ข้าได้เข้าร่วมรบมาแล้วกว่าร้อยสมรภูมิหรือใกล้เคียงจำนวนนั้น และไม่มีที่ว่างแม้แต่คืบเดียวบนร่างกายของข้าที่ปราศจากรอยฟันของดาบ รอยทะลวงของลูกศร หรือรอยแทงของหอก แต่แล้วข้ากลับต้องมาตายบนเตียงของข้าด้วยการตายตามธรรมชาติ เหมือนกับอูฐที่สิ้นใจตาย ขอให้ดวงตาของพวกขี้ขลาดอย่าได้หลับใหลเลย”
ขออัลลอฮฺทรงประทานชีวิตชีวาแก่ท่านเถิด โอ้อบูสุลัยมาน หลังจากที่ท่านได้ทำให้โลกนี้ต้องสั่นสะเทือนด้วยการเดินทัพ การฟันฝ่า และการทิ่มแทง หลังจากที่ท่านได้พิชิตดินแดนทั้งอิรักและแผ่นดินชาม หลังจากที่ท่านได้สยบจักรวรรดิของกิสรอ (เปอร์เซีย) และไกเซอร์ (โรมัน) ท่านกลับกล่าวว่าท่านกำลังจะตายเหมือนอูฐอย่างนั้นหรือ? นี่คือความยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณที่ไม่มีความยิ่งใหญ่ใดเทียบได้ แล้วพวกเราซึ่งเป็นคนธรรมดาเล่าจะกล่าวเช่นไร โอ้คอลิด ท่านไม่รู้หรือว่าทำไมท่านถึงต้องสิ้นใจบนเตียงนอน? ก็เพราะว่าท่านคือ “ดาบ” และ “ดาบแห่งอัลลอฮฺ” จะถูกพบเห็นว่าแตกหักในสมรภูมิไม่ได้ หากท่านถูกฆ่าตายในยามสงคราม ผู้คนคงจะกล่าวกันว่า “ดาบแห่งอัลลอฮฺได้หักสะบั้นลงแล้ว!”
โอ้คอลิด ดาบของอัลลอฮฺนั้นไม่มีวันแตกหัก แต่สมควรถูกเก็บเข้าฝักตามกำหนดเวลา หลังจากที่มันได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นอัศวินผู้นี้ก็นิ่งเงียบไป หลังจากที่ท่านส่งมอบวิญญาณคืน ลมหายใจของท่านก็สงบลง เปลือกตาของท่านปิดสนิท และกำปั้นของท่านก็คลายออก คอลิดได้เสียชีวิตลงแล้ว ท่านจากไปในวัย 60 ปี ท่านเสียชีวิตอย่างยากจนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองโฮมส์ ภายในบ้านของท่านไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่นอกจากม้า อาวุธ และทาสรับใช้ ผู้ที่อาบน้ำศพให้ท่านเล่าว่า “ไม่มีส่วนใดบนร่างกายของท่านที่สมบูรณ์ไร้บาดแผล” บาดแผลแต่ละรอยบอกเล่าเรื่องราว รอยฟันแต่ละรอยบอกเล่าตำนาน และรอยแผลเป็นแต่ละรอยจารึกชื่อสงคราม จากนั้นคอลิดก็ถูกฝังที่เมืองโฮมส์ ในดินแดนชามที่ท่านรัก
ข่าวการเสียชีวิตของคอลิดได้ไปถึงเมืองมะดีนะฮฺ ทำให้ทั่วทั้งเมืองต้องสั่นสะเทือน ชาวเมืองมะดีนะฮฺต่างร้องไห้ และบรรดาสตรีชาวมะดีนะฮฺก็ร่ำไห้ให้แก่ท่าน ชายคนหนึ่งรีบวิ่งไปหาอุมัรเพื่อขอให้ท่านสั่งห้ามไม่ให้พวกผู้หญิงร้องไห้ แต่เขากลับพบว่าอัลฟารูกเองก็กำลังก้มศีรษะและร้องไห้ อุมัรได้กล่าวออกมาว่า “ปล่อยให้พวกเธอร้องไห้แก่อบูสุลัยมานเถิด ตราบใดที่มันไม่ใช่การคร่ำครวญฟูมฟายเกินขอบเขต สำหรับคนอย่างอบูสุลัยมานนั้น สมควรแล้วที่ผู้ร่ำไห้ทั้งหลายจะร่ำไห้ให้”
และเมื่อผู้นำสารนำพินัยกรรมของคอลิดมามอบ อุมัรพบว่าในพินัยกรรมนั้นระบุว่า “ม้าและอาวุธของข้า ขอบริจาคให้ในหนทางของอัลลอฮฺ และบ้านของข้าที่อยู่ในมะดีนะฮฺ ขอบริจาคเป็นทาน โดยข้าขอให้อุมัร บินอัลค็อฏฏ็อบ เป็นพยานในเรื่องนี้ และเขาคือผู้ช่วยเหลือที่ดียิ่งของอิสลาม” และคอลิดยังระบุเสริมปีอกว่า “ข้าได้ทำพินัยกรรมและมอบหมายสัญญาของข้าแก่อุมัร” อุมัรจึงร้องไห้และรับพินัยกรรมของ8v]bf คำพูดสุดท้ายของคอลิดยืนยันว่า เฉกกเช่นที่คอลิดเป็นอัศวินในการสู้รบและในสมรภูมิ ท่านยังเป็นอัศวินในเรื่องความบริสุทธิ์ใจและจริยธรรมอีกด้วย และเฉกเช่นที่ท่านสามารถชนะศัตรูมาได้ ท่านก็เอาชนะใจของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน ช่างยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้ โอ้อบูสุลัยมาน!
อุมัรได้ยืนขึ้นเพื่ออำลาสหายของท่านด้วยคำพูดที่จะจารึกตำแหน่งของคอลิดตลอดไป ท่านได้กล่าวว่า “ช่องโหว่ได้เกิดขึ้นในอิสลามแล้ว และไม่อาจซ่อมแซมได้อีก ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ คอลิดเคยเป็นกำแพงที่ขวางกั้นยอดอกของศัตรู เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมที่นำพาความจำเริญ และเป็นผู้ปรารถนาเห็นการตั้งภาคีต้องตกต่ำ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาอบูสุลัยมาน สิ่งที่อยู่ ณ ที่อัลลอฮฺนั้นดีกว่าสิ่งที่เขาเคยมี เขาได้ใช้ชีวิตอย่างน่ายกย่อง และจากไปโดยเป็นที่โศกเศร้าอาลัย และข้าได้เห็นแล้วว่า กาลเวลาจะไม่ดลบันดาลผู้ใดที่เหมือนกับคอลิดได้อีกแล้ว” คำชื่นชมของอุมัรต่อคอลิดนั้นเปรียบเสมือนมงกุฎแห่งความภักดีบนศีรษะ และเปรียบเสมือนเครื่องหมายเกียรติยศบนหน้าอกของคอลิด
เมื่อท่านอลี บินอบีฏอลิบ ได้ยินคำชื่นชมที่เคาะลีฟะฮฺอุมัรมีต่อคอลิด ท่านก็ได้ถามว่า “แล้วทำไมท่านถึงปลดเขาละ โอ้อุมัร?” อุมัรตอบว่า “ฉันปลดเขาเพราะเขาแจกจ่ายทรัพย์สินให้กับผู้มีเกียรติและนักกวี” อลีจึงกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น ท่านก็น่าจะปลดเขาแค่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน แต่คงเขาไว้ในตำแหน่งแม่ทัพ” อุมัรตอบว่า “เขาคงไม่ยอมหรอก” อลีก็แย้งว่า “ท่านยังไม่ได้ทดสอบและลองดูเลย” อุมัรกล่าวว่า “ข้าเสียใจ ข้าเสียใจในสิ่งที่ข้าได้กระทำต่อคอลิด ข้าเสียใจในสิ่งที่ข้าได้กระทำต่อคอลิด”
และนี่คือจุดจบของอัศวิน คอลิดเสียชีวิตบนเตียงนอน ไม่ใช่บนหลังม้า ทว่าประวัติศาสตร์ทั้งหมดเป็นพยานว่า คอลิดไม่ได้ตายในลักษณะอื่นใดนอกจากในท่าแห่งการยืนหยัด และท่านคือดาบที่ไม่เคยหักสะบั้น แต่ยังคงถูกชักออกจากฝักในความทรงจำของประชาชาตินี้ไปจนถึงวันแห่งการตอบแทน ดังนั้น ขอความศานติจงมีแด่จิตวิญญาณของท่าน โอ้อบูสุลัยมาน โอ้ดาบที่ถูกชักออกมา (จบ)
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





