วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 10) :
ที่มาฉายา “ดาบของพระเจ้า”
สงครามมุอ์ตะฮฺคือสมรภูมิที่ไม่อาจลืมได้ ทั้งในหน้าประวัติศาสตร์และในความทรงจำ ซึ่งเป็นการปะทะที่ดุเดือดในชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมหมัด ผืนดินสั่นสะเทือนภายใต้กีบเท้าม้า และแผ่นฟ้าโปรยปรายฝุ่นผงและหยาดเลือดลงมา คลื่นมนุษย์มหาศาลจากกองทัพโรมันและชาวอาหรับคริสเตียนหลั่งไหลเข้าสู่สนามรบดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก ท่ามกลางบุรุษ 3,000 นายที่ยืนหยัดดุจขุนเขา เผชิญหน้ากับกองกำลังที่ทรงอานุภาพที่สุดบนหน้าแผ่นดินในตอนนั้น บุรุษเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความศรัทธาและดาบในมือคอลิด
ท่านคอลิดได้พุ่งทะยานเข้าสู่กองเพลิงแห่งการต่อสู้ เพื่อปกป้องธงรบที่เมื่อวานนี้ ท่านซัยดฺ, ญะอฺฟัร และอิบนุเราะวาหะฮฺ ได้ถือไว้จนกระทั่งพวกท่านร่วงหล่นลงในฐานะชะฮีด (ผู้พลีชีพ) และในวันนี้ท่านคอลิดได้ยืนหยัดในตำแหน่งของคนเหล่านั้น ฟาดฟันในหนทางของอัลลอฮฺ จนกระทั่งท่านได้กล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ดาบเก้าเล่มได้หักสะบั้นลงในมือของฉันในวันแห่งมุอ์ตะฮฺ จนไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ในมือฉันนอกจากดาบจากเยเมน” อัลลอฮุอักบัร ดาบเก้าเล่มถูกทำลายลง แต่ทว่ามือของคอลิดยังหยัดยืน มือที่เมื่อวานนี้เคยถือดาบเพื่อสนับสนุนความเท็จ บัดนี้กลับถือมันเพื่อปกป้องสัจธรรม
ท่านคอลิดมองไปยังสถานการณ์และตระหนักด้วยวิสัยทัศน์ทางทหารว่า การคงอยู่ในสนามรบต่อไปหมายถึงความพินาศ และการต่อสู้ต่อไปหมายถึงความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับและการถูกสังหารหมู่อย่างแน่นอน ส่วนการถอยทัพคือการกอบกู้กองทัพและประชาชาติอิสลาม ณ จุดนี้เอง อัจฉริยภาพของท่านคอลิดได้ประจักษ์ขึ้น อันเป็นอัจฉริยภาพของแม่ทัพผู้มองเห็นด้วยสายตาที่กองทัพทั่วไปมองไม่เห็น และเคลื่อนไหวด้วยสติปัญญาที่ก้าวล้ำนำหน้าศัตรู ท่านกำหนดเป้าหมายไว้ที่การหลอกลวงศัตรู ลวงพวกเขาให้หลงคิดว่ากองทัพมุสลิมมีจำนวนมากกว่า 3,000 นาย และมีกองกำลังเสริมขนาดใหญ่ที่ได้เดินทางมาแล้ว เพื่อให้ทหารโรมันเกิดความท้อแท้และหวาดกลัว
แล้วท่านคอลิดทำสิ่งใดในยามค่ำคืน? ท่านได้วางแผนการอันน่าทึ่ง โดยให้ม้าวิ่งวนไปมาในสนามรบตลอดทั้งคืนเพื่อให้เกิดฝุ่นตลบอบอวล และสั่งให้ทหารบางส่วนส่งเสียงดังโห่ร้องและทำเสียงอึกทึก เพื่อให้ชาวโรมันจินตนาการไปว่า กองกำลังสนับสนุนขนาดมหึมาได้เดินทางมาสมทบกับกองทัพมุสลิมแล้ว จากนั้นท่านได้สับเปลี่ยนตำแหน่งของกองทัพ โดยสลับปีกขวาไปเป็นปีกซ้าย และสลับปีกซ้ายไปเป็นปีกขวา สลับกองหน้าไปเป็นกองหลัง และสลับกองหลังไปเป็นกองหน้า เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน ชาวโรมันได้มองออกไปและเห็นว่าธงรบได้เปลี่ยนไปพร้อมกับใบหน้าของทหารที่เปลี่ยนไป ความหวาดกลัวจึงเข้าเกาะกุมจิตใจของพวกเขา และพวกเขาแน่ใจว่า กองกำลังเสริมขนาดใหญ่ของกองทัพมุสลิมได้มาถึงแล้ว ขวัญกำลังใจของทหารโรมันจึงลดฮวบลง
และในวันที่สอง ท่านคอลิดเริ่มถอยร่นลึกเข้าไปในทะเลทรายทีละน้อย ๆ ณ จุดนี้เอง กองทัพโรมันเกิดความลังเลที่จะไล่ตาม เพราะเข้าใจว่าคอลิดกำลังหลอกล่อพวกตนเข้าสู่การซุ่มโจมตี พวกเขาจึงยืนสับสน มองดูกองทัพของท่านคอลิดถอยร่นโดยไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ ด้วยเหตุนี้เองท่านคอลิดจึงประสบความสำเร็จด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลม ไม่ใช่เพียงด้วยคมดาบ ในการบรรลุกลยุทธ์ทางทหารในการถอนกำลัง โดยสามารถนำพากำลังพล 3,000 นาย เอาตัวรอดออกมาจากคมเขี้ยวของทัพศัตรูราว 200,000 นาย โดยสูญเสียทหารไปเพียง 12 คนเท่านั้น กองทัพทั้งหมดถอนกำลังออกมาพร้อมกับเกียรติยศที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยรู้จักมาก่อน เว้นแต่ในเรื่องเล่าขานและนิทานปรัมปรา และพวกเขาก็ได้เดินทางกลับสู่นครมะดีนะฮฺอย่างปลอดภัย
ข่าวดีนี้ได้ไปถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากอัลลอฮฺ ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับ ซึ่งได้เปิดเผยให้ท่านทราบ ท่านนบีได้ยืนขึ้นในนครมะดีนะฮฺบนแท่นมิมบัร (แท่นเทศนา) เพื่อเล่าเรื่องราวของสมรภูมิมุอ์ตะฮฺให้ชาวมุสลิมได้รับฟังก่อนที่กองทัพจะเดินทางกลับมาถึง อัลลอฮฺ ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์และเกรียงไกร ได้แจ้งให้ท่านทราบ ดังที่ปรากฏในบันทึกของอัลบุคอรีย์ หะดีษรายงานจากท่านอนัสว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ซัยดฺได้ถือธงรบแล้วเขาก็ถูกสังหาร จากนั้นญะอฺฟัรก็รับมันไปและถูกสังหาร จากนั้นอิบนุเราะวาหะฮฺก็รับมันไปและถูกสังหาร” จากนั้นท่านนบีก็เริ่มร้องไห้ น้ำตาของท่านหลั่งริน แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า “จนกระทั่งดาบเล่มหนึ่งจากดาบทั้งหลายของอัลลอฮฺได้รับธงรบไป แล้วอัลลอฮฺก็ชัยชนะให้แก่พวกเขา” จากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา สมญานามนี้ก็ถูกจารึกไว้เป็นอมตะในบันทึกแห่งความนิรันดร์ ท่านคอลิดจึงถูกขนานนามว่า “ดาบของอัลลอฮฺที่ถูกชักออกมา” (สัยฟุลลอฮฺ อัลมัสลูล)
คำกล่าวของท่านนบีที่ว่า “แล้วอัลลอฮฺก็ประทานชัยชนะให้แก่พวกเขา” เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า สิ่งที่ท่านคอลิดทำนั้นไม่ใช่แค่เพียงการถอยทัพทางยุทธวิธีที่ประสบความสำเร็จดังที่นักประวัติศาสตร์บางท่านเข้าใจ แต่ทว่ามันคือการรับรองถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่และการเปิดช่องทางแห่งความสำเร็จอันเจิดจรัสสำหรับผู้ศรัทธา ตลอดจนเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของชาวโรมัน
เมื่อกองทัพเดินทางมาถึงมะดีนะฮฺ ท่านนบีของอัลลอฮฺได้ขี่สัตว์พาหนะออกไปต้อนรับพวกเขาพร้อมกับเหล่าเศาะหาบะฮฺ เด็ก ๆ ก็ออกมาต้อนรับพร้อมกับขับขานบทกวี ในขณะนั้นมีคนบางกลุ่มได้กอบฝุ่นทรายขว้างปาใส่กองทัพและกล่าวว่า “เจ้าพวกหนีทัพ! เจ้าพวกหนีทัพ! พวกเจ้าหลบหนีในหนทางของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ?” ท่านนบีจึงกล่าวว่า “พวกเขาไม่ใช่พวกที่หนีทัพ แต่พวกเขาคือผู้เข้าจู่โจมซ้ำอีกครั้ง หากอัลลอฮฺทรงประสงค์”
และด้วยเหตุนี้ ท่านคอลิด บินอัลวะลีด จึงเดินทางกลับจากมุอ์ตะฮฺ โดยไม่ได้นำทรัพย์เชลยหรือแม้แต่ธงรบใด ๆ กลับมาด้วย แต่มาสยนำสมญานามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับมา และประดับชีวิตตนเองด้วยเหรียญตราที่สูงส่งที่สุดในโลก เมื่อท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “คอลิด บินอัลวะลีด คือดาบเล่มหนึ่งจากดาบทั้งหลายของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงชักออกมาเพื่อฟาดฟันบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและพวกมุนาฟิกีน (ผู้กลับกลอก)” มันคือเหรียญตราจากท่านนบีที่ได้ประดับไว้บนหน้าอกของคอลิด เป็นเหรียญตราที่โลกทั้งใบไม่อาจเทียบเคียงได้และแผ่นดินไม่อาจมอบให้ได้
และจากสมรภูมิมุอ์ตะฮฺนี้เอง วันเวลาของคอลิดก็ได้เริ่มต้นขึ้น วันเวลาซึ่งประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ด้วยตัวอักษรแห่งสายเลือดและแถวบรรทัดแห่งแสงสว่าง หลังจากที่เสียงสะท้อนแห่งชัยชนะและการพิชิตนี้ได้ดังกึกก้องไปทั่วทุกมุมของคาบสมุทรอาหรับ จากมุอ์ตะฮฺไปจนถึงนครมักกะฮฺ สิ่งนี้คือลางบอกเหตุอันเป็นสัญญาณที่จะนำไปสู่การพิชิตนครมักกะฮฺในอีกหลายเดือนต่อมา ซึ่งเป็นที่ที่ธงแห่งอิสลามจะโบกสะบัดเหนือบ้านอันศักดิ์สิทธิ์ของอัลลอฮฺ
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





