วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 9) :
ธงรบอิสลามในมือคอลิด
หลังสนธิสัญญาฮุดัยบิยะฮฺ ไฟสงครามในคาบสมุทรอาหรับได้สงบลงชั่วคราว นบีแห่งอิสลาม ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงได้เริ่มส่งสาส์นไปยังบรรดากษัตริย์และผู้นำในดินแดนใกล้เคียงเพื่อเชิญชวนเข้าสู่อิสลาม หนึ่งในสาส์นเหล่านั้นถูกส่งไปยังกษัตริย์แห่งเมืองบุศรา โดยมีอัลหาริษ บิน อุมัยรฺ เป็นผู้ส่งสาส์น แต่ทว่าเขากลับไปไม่ถึงจุดหมาย เนื่องจากถูกชุเราะหฺบีล อัลฆ็อสสานีย์ ผู้ปกครองแคว้นบัลกออ์ เข้าสกัด จับเขาเชือก และสังหารทิ้ง
การสังหารทูตของท่านเราะสูลุลลอฮฺถือเป็นอาชญากรรมที่ขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติและเกียรติภูมิของชาวอาหรับอย่างร้ายแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการตอบโต้ให้สมกับความยิ่งใหญ่ของสาส์นและเกียรติยศของการเชิญชวนนี้ ท่านนบีจึงสั่งให้เตรียมไพร่พลและระดมกำลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีจำนวนทหารทั้งสิ้น 3,000 นาย ในสมรภูมิที่ชื่อว่า “สงครามมุอ์ตะฮฺ” ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ 8 ฮิจเราะห์ศักราช ท่านนบีได้แต่งตั้งแม่ทัพ 3 ท่านตามลำดับ ได้แก่ ท่านซัยดฺ บินหาริษะฮฺ หากซัยดฺพลีชีพ ให้ท่านญะอฺฟัร บินอบีฏอลิบ รับช่วงต่อ และหากญะอฺฟัรพลีชีพอีก ให้ท่านอับดุลลอฮฺ บินเราะวาหะฮฺ เป็นผู้นำทัพแทน นอกจากนี้ คอลิด บินอัลวะลีด ซึ่งเพิ่งเข้ารับอิสลามได้เพียงสองหรือสามเดือนก็ได้เข้าร่วมกองทัพนี้ด้วย ท่านไม่ได้เข้าร่วมในฐานะแม่ทัพหรือบุคคลสำคัญ แต่มาในฐานะทหารราบธรรมดาในกองทัพมุสลิม ทั้งที่ในอดีตท่านคืออัศวินผู้ยิ่งใหญ่ของยุคก่อนอิสลาม (ญาฮิลียะฮฺ) และอดีตแม่ทัพของชาวกุร็อยชฺ
กองทัพมุสลิมเคลื่อนทัพไปทางทิศเหนือจนถึงเมืองมะอานในดินแดนชาม ที่นั่นพวกเขาได้รับข่าวที่ไม่น่าเชื่อว่า กองทัพจักรวรรดิโรมันจำนวน 100,000 นาย ภายใต้การนำของจักรพรรดิเฮราคลิอุส และกองกำลังชาวอาหรับคริสเตียนอีก 100,000 นาย ภายใต้การนำของเจ้าชายของพวกเขา ได้รวมตัวกันดั่งมหาสมุทรที่กว้างใหญ่จนมองไม่เห็นฝั่ง ปรากฏเบื้องหน้ากองทัพผู้ศรัทธาเพียงไม่กี่พันคน ทหารมุสลิมต่างตกตะลึงกับจำนวนมหาศาลนี้ บางคนเกิดความลังเลและเสนอว่าควรส่งคนกลับไปเมืองมะดีนะฮฺเพื่อขอคำสั่งจากท่านนบีหรือควรถอยทัพกลับ
ทว่าท่านอับดุลลอฮฺ บินเราะวาหะฮฺ ได้ลุกขึ้นมาและยุติความลังเลนี้ด้วยการกล่าวว่า “โอ้พวกพ้องทั้งหลาย ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ สิ่งที่พวกท่านกำลังหวาดหวั่นอยู่นี้คือสิ่งที่พวกท่านต่างปรารถนาในการออกเดินทางครั้งนี้ นั่นคือการตายชะฮีด เราไม่ได้ต่อสู้กับผู้คนด้วยจำนวนหรือพละกำลัง แต่เราต่อสู้ด้วยศาสนานี้ที่อัลลอฮฺทรงประทานเกียรติให้แก่พวกเรา จงบุกเข้าไปเถิด เพราะผลลัพธ์มีเพียงหนึ่งในสองสิ่งที่ดีงามเท่านั้นคือ ชัยชนะหรือไม่ก็ตายชะฮีด (พลีชีพเพื่อศาสนา)”
ความฮึกเหิมปะทุขึ้นในหัวใจของทหารทุกคน ท่านซัยดฺ บินหาริษะฮฺ ได้พุ่งทะยานไปพร้อมธงรบของท่านนบี ท่านต่อสู้เยี่ยงผู้ศรัทธาที่มองเห็นสวรรค์อยู่เบื้องหน้า จนกระทั่งล้มลงเสียชีวิตไป และธงรบก็ร่วงหล่นไปพร้อมกัน ท่านญะอฺฟัร บินอบีฏอลิบ รีบเข้ามารับธงรบต่อ พร้อมกับขับลำนำรำพันถึงสวนสวรรค์และความใกล้ชิดของมัน ท่านรับมือกับกองทัพทหารคริสเตียนที่โหมกระหน่ำโจมตีและโอบล้อม ธงรบอยู่ในมือขวาของท่านจนกระทั่งแขนขวาถูกฟันขาด ท่านจึงถือมันด้วยมือซ้าย และเมื่อมือซ้ายถูกฟันขาดอีก ท่านจึงโอบกอดธงเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างที่ชุ่มไปด้วยเลือด ก่อนจะโค้งงอตัวและเสียชีวิตในที่สุด
จากนั้นท่านอับดุลลอฮฺ บินเราะวาหะฮฺ ก็ได้กระโจนเข้าไปรับธงรบ ท่านควบม้าและขับขานบทกวีเพื่อผลักดันจิตวิญญาณของตนเองให้มุ่งหน้าสู่สวรรค์ ท่านพุ่งเข้าต่อสู้กับศัตรูจนกระทั่งเสียชีวิต และธงรบก็ร่วงลงสู่พื้นอีกครั้ง ความสั่นคลอนแผ่ซ่านไปทั่วกองทัพมุสลิม ชาย 3,000 คนต้องเผชิญหน้ากับศัตรู 200,000 คน แม่ทัพทั้งสามเสียชีวิต ธงรบร่วงหล่นบนพื้นดิน และสมรภูมิเดือดพล่านไปด้วยเหล็กและไฟ
ในเวลานั้นเอง ท่านษาบิต บินอักรอม ได้พุ่งเข้าไปชูธงรบของท่านนบีให้โบกสะบัดขึ้นสูงอีกครั้ง เขามองหาผู้นำในยามวิกฤต วีรบุรุษแห่งสมรภูมิ และยอดอัศวิน ท่านษาบิตมุ่งไปหาอบูสุลัยมาน คอลิด บินอัลวะลีด และกล่าวว่า “รับธงไปเถิดคอลิด” ท่านคอลิดตอบว่า “ข้าจะไม่รับมัน ท่านเหมาะสมกว่า ข้าขอให้เกียรติท่านในฐานะผู้ที่เข้ารับอิสลามมาก่อนและเคยร่วมในสมรภูมิบัดรฺ” แต่ท่านษาบิตแย้งว่า “รับไปเถิด อบูสุลัยมาน ท่านเชี่ยวชาญการศึกยิ่งกว่าข้า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าหยิบธงนี้ขึ้นมาก็เพื่อมอบให้กับท่านเท่านั้น”
วินาทีนั้นเอง ท่านคอลิดได้เอื้อมมือไปรับธงรบ และนั่นคือช่วงเวลาชี้ชะตาอันเป็นจุดกำเนิดใหม่ของท่านคอลิด และเป็นการบังเกิดขึ้นของมหาบุรุษ แม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสมรภูมิใดอีกเลยหลังจากนี้ อัจฉริยะแห่งการศึกผู้นี้ได้ขึ้นควบม้า โดยมีธงรบในมือที่ส่องสว่างดั่งเปลวเพลิง แผ่นดินสะเทือนใต้ฝีเท้าม้า และเสียงตะโกนตักบีร “อัลลอฮุอักบัร” ของคอลิดก็ดังก้องกังวาน เหล่าทหารมุสลิมหันไปมองและเห็นท่านอยู่บนหลังม้า ชูธงของท่านนบีสูงตระหง่าน แววตาของท่านประกายดั่งดวงตาของเหยี่ยว พวกเขาจึงตระหนักได้ทันทีว่า นี่คือแม่ทัพคนใหม่ที่จะนำพวกเขาเข้าสู่สมรภูมิ ความกระตือรือร้นและพลังใจไหลเวียนกลับเข้าสู่สายเลือด พวกเขากลับมาต่อสู้ราวกับเพิ่งเกิดใหม่อีกครั้ง
นี่คือช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของท่านคอลิด เป็นครั้งแรกที่ท่านชูธงของท่านนบีของอัลลอฮฺ เป็นครั้งแรกที่ท่านชักดาบออกมาในหนทางของพระองค์ และเป็นครั้งแรกที่ท่านนำกองทัพอิสลามเผชิญหน้ากับความอยุติธรรม และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทใหม่ เรื่องราวแห่งความรุ่งโรจน์ใน “วันเวลาแห่งคอลิด” ความรุ่งโรจน์แห่งเสียงปะทะของดาบ ธงรบ และการพิชิตดินแดน เป็นความยิ่งใหญ่ที่กาลเวลาจะจดจำและชนรุ่นหลังจะเล่าขาน เป็นความรุ่งโรจน์ที่จะสั่นคลอนบัลลังก์ของกษัตริย์และเปลี่ยนแปลงแผนที่โลก ความรุ่งโรจน์ที่จะถูกจดจำไปตลอดกาลภายใต้ชื่อเดียวคือ “วันเวลาแห่งคอลิด”
ไม่มีใครที่จะนำทัพได้เทียบเท่าท่านคอลิด ทั้งในด้านวิสัยทัศน์ การวางแผน และความกล้าหาญ ท่านคว้าความยิ่งใหญ่ด้วยสติปัญญาและทักษะประดุจดาบหลายพันเล่ม ท่านคือดาบจากผู้ทรงกรุณาปรานีที่ถูกกวัดแกว่งเพื่อนำชัยชนะมาสู่เรา และเป็นแบบอย่างของวีรบุรุษในการก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





