วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 11) :
คอลิดในวันพิชิตมักกะฮฺ
เคยมีสนธิสัญญาระหว่างท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และชาวกุร็อยชฺ แต่ชาวกุร็อยชฺไม่รักษาสัญญานั้น ภายใต้ข้อตกลงในสนธิสัญญาหุดัยบิยะฮฺ เผ่าคุซาอะฮฺได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในขณะที่เผ่าบักรฺได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับชาวกุร็อยชฺ ทว่าเผ่าบักรฺได้ทำการโจมตีเผ่าคุซาอะฮฺ โดยมีชายชาวกุร็อยชฺให้ความช่วยเหลือทั้งในด้านอาวุธ ความคิด และกำลังคน ดังนั้น สนธิสัญญาจึงถูกทำลายลง และช่วงเวลาสำคัญก็ใกล้เข้ามา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เคลื่อนทัพพร้อมด้วยเศาะหาบะฮฺจำนวน 10,000 คน มุ่งหน้าสู่นครมักกะฮฺ ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ชาวอาหรับเคยเห็นมา
ท่านนบีได้แบ่งกองทัพออกเป็น 4 กองรบ ได้แก่ กองรบของท่านอัซซุบัยรฺ บินอัลเอาวาม, กองรบของท่านสะอดฺ บินอุบาดะฮฺ, กองรบของท่านอบูอุบัยดะฮฺ บิน อัลญัรรอหฺ และกองรบของท่านคอลิด บินอัลวะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม แต่ละกองกำลังเคลื่อนพลเข้าสู่มักกะฮฺจากทิศทางทั้งสี่ทิศในเวลาเดียวกัน กองกำลังทหารเหล่านั้นแทบจะไม่พบกับการต่อต้านใด ๆ เลย ยกเว้นในทิศทางของท่านคอลิด บินอัลวะลีด ที่ซึ่งศ็อฟวาน บินอุมัยยะฮฺ, อิกริมะฮฺ บินอบีญะฮลฺ และซุฮัยลฺ บินอัมรู พร้อมด้วยพันธมิตรบางส่วนได้เข้าโจมตี ท่านคอลิดจึงได้ทำการสู้รบกับพวกเขาอย่างกล้าหาญเยี่ยงวีรบุรุษ โดยสังหารศัตรูไป 12 คน ส่วนที่เหลือต่างพากันหลบหนีไป ด้วยเหตุนี้กองทัพอิสลามจึงสามารถเข้าควบคุมนครมักกะฮฺได้อย่างสมบูรณ์
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เข้าสู่เมืองมักกะฮฺบนหลังอูฐอัลก็อศวาอ์ของท่านด้วยความถ่อมตน ท่านก้มศีรษะลงเพื่อขอบคุณอัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ท่านได้ทำการเฏาะวาฟรอบกะอฺบะฮฺ และเริ่มทำลายเจว็ด (รูปเคารพ) ด้วยมือของท่านเอง พร้อมกับกล่าวโองการที่ว่า “และจงกล่าวเถิดว่า ความจริงได้มาถึงแล้ว และความเท็จได้มลายหายไป แท้จริงความเท็จย่อมมลายไปแน่นอน” จากนั้นท่านก็ได้รวบรวมชาวมักกะฮฺและกล่าวคำพูดที่เป็นอมตะแก่พวกเขาว่า “พวกท่านคิดว่าฉันจะทำอย่างไรกับพวกท่าน?” พวกเขาตอบว่า “สิ่งที่ดีงามแน่นอน ท่านคือพี่น้องผู้ประเสริฐ และเป็นบุตรชายของพี่น้องผู้ประเสริฐ” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า “จงไปเถิด พวกท่านเป็นอิสระแล้ว” และด้วยเหตุนี้ นครมักกะฮฺจึงถูกพิชิตด้วยมือที่ถือดาบ แต่เปี่ยมด้วยหัวใจที่ให้อภัย
ท่านคอลิดอยู่ที่นั่น ขี่ม้าและถือดาบของท่าน มองไปยังมักกะฮฺและเหล่าเจว็ดที่อยู่รอบ ๆ ซึ่งกำลังถูกทำลาย และผู้คนต่างพากันเข้ารับศาสนาของอัลลอฮฺกันเป็นหมู่เหล่า นี่คือวันที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของคอลิด ที่อิสลามได้พับหน้าประวัติศาสตร์แห่งยุคญาฮิลียะฮฺ (ความงมงาย) ทิ้งไปตลอดกาล และดวงอาทิตย์แห่งสาส์นอิสลามได้ทอแสงขึ้นจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การพิชิตมักกะฮฺไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของสงครามกับชนเผ่าต่าง ๆ เนื่องจากยังมีบางชนเผ่าที่ดุร้ายและเย่อหยิ่งที่ปฏิเสธไม่ยอมจำนน ซึ่งนำโดยเผ่าฮะวาซินและษะกีฟ พวกเขาได้รวมตัวกันที่หุบเขาหุนัยนฺและตัดสินใจทำสงคราม หลังจากวันที่ 19 ของการพิชิตมักกะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ออกเดินทางไปหาพวกเขา หลังจากที่ท่านได้จัดเตรียมกองทัพ แบ่งกองรบและธงทำศึก และมอบความเป็นผู้นำกองทหารม้าให้กับท่านคอลิด บินอัลวะลีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เมื่อกองทัพอิสลามไปถึงหุบเขาหุนัยนฺ พวกเขาถูกซุ่มโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว ทันทีที่กองทัพมุสลิมผ่านเข้าไปในหุบเขา ห่าธนูก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาจากทุกทิศทุกทาง กองทัพเกิดความปั่นป่วน ท่านคอลิดได้รับบาดเจ็บ และชาวอาหรับชนบทพร้อมทหารส่วนที่เหลือ ซึ่งหลายคนเพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ ๆ ก็พากันล่าถอย
ในเวลานั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แสดงความกล้าหาญให้เห็นเป็นประจักษ์อย่างที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้ ท่านยืนหยัดอย่างมั่นคงบนล่อสีขาวของท่านและตะโกนว่า “ฉันคือนบี นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก ฉันคือบุตรชายของอับดุลมุฏเฏาะลิบ” มีเศาะหาบะฮฺ 80 ท่านที่ยืนหยัดเคียงข้างท่าน และอัลอับบาส ผู้เป็นลุงของท่านได้ร้องเรียกบรรดาเศาะหาบะฮฺที่เหลือด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง พวกเขาจึงเริ่มกลับมารวมตัวกันพร้อมกับเปล่งเสียงดังว่า “ลับบัยกฺ ลับบัยกฺ ลับบัยกฺ ลับบัยกฺ (ข้าตอบรับคำเรียกแล้ว)” ท่านคอลิดได้ลุกขึ้นร่วมรบกับพวกเขาอีกครั้ง แม้ว่าบาดแผลของท่านจะมีเลือดไหลออกมาก็ตาม การต่อสู้กลับมาดุเดือดอีกครั้ง พวกเขาต่อสู้กันอย่างทรหด ด้วยความอัจฉริยภาพทางทหาร ท่านคอลิดได้นำกองทหารม้าตีโอบกลับมาและร่วมผลักดันการโจมตีตอบโต้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวขึ้นว่า “บัดนี้ สงครามได้มาถึงจุดเดือดแล้ว”
ไม่นานเผ่าฮะวาซินและษะกีฟก็แตกพ่ายและพ่ายแพ้ย่อยยับ พวกเขาส่วนใหญ่หลบหนีไปยังเมืองฏออิฟและกบดานอยู่ที่นั่น มีบันทึกในหนังสือชีวประวัติว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ไปเยี่ยมท่านคอลิดเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างสาหัส ท่านได้เป่าลมหายใจลงบนบาดแผลของคอลิด แล้วบาดแผลนั้นก็หายดีด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ จากนั้น ท่านนบีของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้เดินทางต่อไปยังฏออิฟ โดยมีท่านคอลิด บินอัลวะลีด นำหน้าไปพร้อมกับทหารม้า 1,000 นายในฐานะทัพหน้า ท่านเป็นเสมือนหัวหอกในสงครามปิดล้อมฏออิฟ ซึ่งถือเป็นศึกต่อเนื่องจากสงครามหุนัยนฺ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ตั้งค่ายพักแรมใกล้กับป้อมปราการของเผ่าฮะวาซินและษะกีฟ และปิดล้อมพวกเขาเป็นเวลา 40 วัน ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้คนในป้อมปราการได้ระดมยิงธนูใส่พวกเขาอย่างหนักหน่วง ทำให้ชาวมุสลิมได้รับบาดเจ็บและมีผู้พลีชีพ 12 คน และวีรบุรุษแห่งอิสลาม คอลิด บินอัลวะลีด จะออกไปในทุกวันและท้าทายศัตรูว่า “มีใครจะออกมาดวลตัวต่อตัวไหม? มีใครจะออกมาดวลตัวต่อตัวบ้างหรือเปล่า?” แต่ก็ไม่มีใครตอบรับเขา เมื่อการท้าทายของท่านก่อความรำคาญและกดดันพวกเขามากเข้า อับดุยาลีล ผู้นำเผ่าษะกีฟ ก็ได้ตอบกลับมาว่า “จะไม่มีใครในหมู่พวกเราลงไปสู้กับเจ้า แต่เราจะอยู่ในป้อมปราการของเรา เพราะในนี้มีอาหารเพียงพอเป็นเวลาหนึ่งปี”
เมื่อนั้นเอง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงตัดสินใจละทิ้งพวกเขาและถอนทัพกลับ มีผู้กล่าวกับท่านว่า “ท่านเราะสูลของอัลลอฮฺครับ โปรดขอดุอาอ์สาปแช่งเผ่าษะกีฟเถิด” แต่ท่านกลับขอดุอาอ์ให้พวกเขาได้รับทางนำ โดยกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ โปรดประทานทางนำแก่เผ่าษะกีฟ และนำทางพวกเขามาด้วยเถิด” คำวิงวอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้รับการตอบรับ อัลลอฮฺได้ทรงนำทางเผ่าฮะวาซินและษะกีฟมาในฐานะมุสลิมในเวลาต่อมา
เช่นนี้เอง ท่านคอลิดกลายเป็น “ดาบแห่งความเมตตา” ในการพิชิตมักกะฮฺ เป็น “ดาบแห่งการปกป้อง” ในสงครามหุนัยนฺ และเป็น “ดาบแห่งความอดทน” ในสงครามฏออิฟ ท่านได้ดับไฟแห่งการตั้งภาคีในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็ไล่ตามควันของมันไปตามภูเขาและหุบเขา จนกระทั่งไม่มีที่หลบภัยหรือที่พักพิงใดหลงเหลือสำหรับเจว็ดทั้งหลายอีก และในวันรุ่งขึ้น ท่านคอลิดจะเตรียมเสบียงเดินทางไปยังวิหารแห่งยุคญาฮิลียะหฺเพื่อทำลายเจว็ดอัลลาตและอัลอุซซาด้วยมือของท่านเอง และประกาศให้โลกรับรู้ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





