วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 18) :
คอลิดนำทัพพิชิตอิรัก
ชัยชนะของชาวมุสลิมเหนือชาวเปอร์เซียในสมรภูมิโซตรวน (ซาตุสสะลาสิล) ได้จุดประกายเส้นทางแห่งการพิชิตอิรักแก่กองทัพอิสลาม และได้ปลูกฝังจิตวิญญาณใหม่ให้กับเหล่าทหารอิสลามในการรุกคืบเข้าสู่ใจกลางของอิรัก หัวใจของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและมั่นใจว่า ชัยชนะคือสัญญาของอัลลอฮฺที่จะไม่บิดพลิ้ว ในขณะที่ฝั่งชาวเปอร์เซียนั้น ความพ่ายแพ้ได้สร้างความโกรธแค้นและความอัปยศอดสูให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก ก่อนที่ฮุรมุซ แม่ทัพของพวกเขาจะเสียชีวิต เขาได้เขียนจดหมายไปหากิสรอ (หรือโคสโรว์ กษัตริย์เปอร์เซีย) เพื่อขอความช่วยเหลือ กิสรอจึงได้ส่งกองทัพใหม่ที่นำโดยนักรบผู้กล้าหาญมาสนับสนุน แต่ทว่าความเย่อหยิ่งของฮุรมุซได้นำเขาไปสู่ความตาย เนื่องจากเขาประมาทคอลิดและรีบเร่งเข้าปะทะก่อนที่กำลังเสริมจะมาถึง เขาจึงนำความพ่ายแพ้มาสู่ตนเองและกองทัพของเขาก็ถูกทำลาย
ในขณะที่กองกำลังเปอร์เซียที่แตกพ่ายได้หลบหนี คอลิดได้ส่งอัลมุษันนาและอัลมุอันนา น้องชายไปไล่ล่ากองกำลังที่เหลืออยู่ ระหว่างการไล่ล่า พวกเขาสามารถพิชิตป้อมปราการบางแห่งได้ จนกระทั่งไปถึงพื้นที่ที่เรียกว่า “อัลมะซาร” ที่นั่นอัลมุษันนาได้ทราบข่าวการมาถึงของกำลังเสริมเปอร์เซีย และกองทัพเปอร์เซียชุดใหม่ได้ตั้งค่ายอยู่ที่อัลมะซาร โดยมีกองกำลังที่หลบหนีมาร่วมสมทบด้วย จึงได้แจ้งข่าวนี้ให้คอลิดทราบ คอลิดจึงได้นำกองทัพมุ่งหน้าไปหาพวกเขาด้วยความตระหนักรู้และเตรียมพร้อมต่อสู้ กองทัพมุสลิมได้เผชิญหน้ากับชาวเปอร์เซียที่อัลมะซาร ซึ่งพวกเขากำลังโกรธแค้นและมีแรงกระตุ้นจากเหตุการณ์ความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แม่ทัพชาวเปอร์เซียชื่อ “กอรีน” ได้ก้าวออกมาและประกาศท้าดวล วีรบุรุษนักรบของมุสลิมชื่อ “มะอฺกิล บินอัลอะอฺมัช” ได้ออกไปรับคำท้า ดาบทั้งสองปะทะกัน มะอฺกิลต่อสู้อย่างเชี่ยวชาญและสามารถฟันแม่ทัพเปอร์เซียจนล้มลงอาบเลือด แถวทหารของเปอร์เซียจึงเกิดความสั่นคลอน
แต่พวกเขาก็ไม่ยอมจำนนและตัดสินใจเดินหน้าเข้าปะ บรรดาแม่ทัพของพวกเขาได้ก้าวออกมาตามลำดับ “กุบาด” แม่ทัพปีกขวาถูกสังหาร และ “อนูชะญาน” แม่ทัพปีกซ้ายก็ถูกสังหารเช่นกัน ธงรบของเปอร์เซียเริ่มร่วงหล่น กองกำลังของพวกเขากระจัดกระจาย กองทัพล่มสลายและชาวเปอร์เซียก็พ่ายแพ้ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากประมาณ 3,000 คน ส่วนที่เหลือพากันขึ้นเรือและหลบหนีไปทางน้ำ กองทัพมุสลิมไล่ตามพวกเขาไป แต่ต้องหยุดชะงักลงเพราะผืนน้ำกีดขวางไม่ให้พวกเขาสามารถไล่ล่าต่อไปได้ คอลิดจึงตั้งมั่นอยู่ที่อัลมะซาร แจกจ่ายทรัพย์เชลยแก่ทหารในกองทัพ และส่งส่วน 1 ใน 5 (คุมุส) ไปยังมะดีนะฮฺ
เมื่อข่าวความพ่ายแพ้ของชาวเปอร์เซียไปถึงโคสโรว์ เขาก็โกรธจัดและเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ส่งกองทัพใหม่ภายใต้การนำของหนึ่งในวีรบุรุษชาวเปอร์เซียซึ่งชื่อว่า “อันดันซะฆ็อร” ซึ่งชื่อนี้จะถูกจารึกไว้ในบันทึกแห่งความพ่ายแพ้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า กองกำลังของเขาเคลื่อนทัพจากเมืองอัลมะดาอิน จนกระทั่งมาถึงพื้นที่ที่เรียกว่า “อัลวะละญะฮฺ” ในเวลาเดียวกัน คอลิดก็ได้นำกองทัพเคลื่อนมาจนถึงอัลวะละญะฮฺเช่นกัน ที่นั่นคอลิดได้เห็นกองกำลังมหาศาลของเปอร์เซีย และตระหนักถึงความยากลำบากในการเผชิญหน้าจากทิศทางเดียว จึงเริ่มสำรวจสภาพภูมิประเทศ และพบว่าสมรภูมิเป็นพื้นที่ราบที่เอื้อต่อการเคลื่อนที่และการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับวางกลยุทธ์และยุทธวิธี
ณ จุดนี้เอง แผนการอันชาญฉลาดได้จุดประกายขึ้นในหัวของท่านคอลิด ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำหรับชนรุ่นหลัง นั่นคือการแบ่งแยกและต้อนให้กองกำลังเปอร์เซียกระจัดกระจายเพื่อทำให้อ่อนแอลง และวิธีที่ดีที่สุดในการแบ่งแยกพวกเขาคือการเปิดฉากโจมตีกดดันจากสามทิศทางที่แตกต่างกัน
เพื่อบังคับให้พวกเขาแตกกระจายและล่มสลายในที่สุด ท่านคอลิดจัดระเบียบแถวทหาร โดยให้สุวัยดฺ บินมุก็อรริน อยู่ด้านหลังเพื่อคุ้มกันแนวหลัง จากนั้นก็สั่งให้ทหารยืนหยัดอย่างมั่นคง และซ่อนทหารม้าซุ่มโจมตีไว้ทั้งสองข้างทางเพื่อรอสัญญาณ เมื่อถึงเวลาเปิดฉากรบ เสียงตะโกนตักบีรก็ดังขึ้น การต่อสู้ได้เริ่มต้นและทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย การต่อสู้ยืดเยื้อจนความอดทนของพวกเขาเริ่มหมดลง และในจังหวะชี้ขาด คอลิดก็ได้ส่งสัญญาณ กองกำลังซุ่มโจมตีทั้งสองข้างจึงพุ่งเข้าใส่ดั่งเกลียวคลื่นที่บ้าคลั่งโอบล้อมกองทัพเปอร์เซีย กองกำลังปีกขวาพุ่งเข้าโจมตี ตามด้วยกองกำลังปีกซ้าย ในขณะที่คอลิดได้เพิ่มความรุนแรงในการโจมตีจากด้านหน้า กองกำลังเปอร์เซียจึงเกิดความสับสนวุ่นวาย แถวทหารของพวกเขาปั่นป่วน และสถานการณ์ก็พลิกผัน พวกเขาจึงหันหลังหนีด้วยความพ่ายแพ้
อันดันซะฆ็อร แม่ทัพชาวเปอร์เซียหนีเอาชีวิตรอดด้วยความหวาดกลัว แต่เขากลับสิ้นใจตายระหว่างทางเพราะความกระหายน้ำ หลังจากนั้นมีนักรบเปอร์เซียร่างยักษ์ดั่งภูเขา ซึ่งเล่าขานกันว่ามีพละกำลังเทียบเท่าชาย 1,000 คน ได้ก้าวออกมาเผชิญหน้ากับคอลิด ท่านจึงเข้าประลองและใช้ดาบฟาดฟันเขาจนเสียชีวิต เมื่อนักรบชาวเปอร์เซียผู้นั้นล้มลง คอลิดได้พิงร่างของเขา และสั่งให้นำอาหารกลางวันมาเสิร์ฟและรับประทานตรงนั้น นี่คือฉากที่แสดงให้เห็นจุดสูงสุดของความมั่นใจ ชัยชนะ การทำให้ศัตรูต้องอัปยศ และการทำลายความเย่อหยิ่งของพวกเขา เพราะคอลิดต้องการแสดงให้ศัตรูเห็นว่าความน่าเกรงขามของเปอร์เซียได้มลายหายไปสิ้นแล้ว และชัยชนะนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ไม่ใช่ด้วยน้ำมือมนุษย์
หลังจากชัยชนะอันชัดเจนพร้อมด้วยทรัพย์เชลยที่มากมาย คอลิดได้ยืนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ท่ามกลางผู้คน เพื่อโน้มน้าวและปลุกใจพวกเขาให้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ โดยท่านได้กล่าวว่า “พวกท่านไม่เห็นหรือว่า ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์และอาหารมากมายแค่ไหน? ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ หากว่าการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺและการเชิญชวนสู่อิสลามจะไม่ได้เป็นข้อบังคับสำหรับพวกเรา และมีเพียงเรื่องการทำมาหากินและความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น เราก็สมควรต่อสู้เพื่อดินแดนอันอุดมสมบูรณ์นี้ เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้มีสิทธิเหนือมัน และปล่อยให้ความหิวโหยและความยากจนตกเป็นของผู้ที่เกียจคร้านต่อสิ่งที่พวกท่านกำลังปฏิบัติในการต่อสู้นี้”
ช่างเป็นสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ของท่านคอลิด ซึ่งช่วยปลุกปณิธาน เสริมสร้างความมุ่งมั่น ระเบิดพลัง และเตือนใจเหล่าทหารว่าการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺไม่ได้ทำลายชีวิต แต่กลับเติมเต็มชีวิตให้เปี่ยมล้น และความมั่งคั่งตลอดจนเกียรติยศนั้นเป็นของผู้ที่เสียสละตนเองในหนทางของอัลลอฮฺ ส่วนความหิวโหยและความอัปยศจะเป็นของผู้ที่เกียจคร้านที่จะต่อสู้ในหนทางของพระองค์
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





