วันเวลาของคอลิด (ตอนที่ 25) :
ชัยชนะของคอลิดที่ยัรมูก
กองกำลังปีกขวาของโรมันสามารถเจาะช่องโหว่ในแนวรบของกองทัพมุสลิมได้สำเร็จ พวกเขาหลั่งไหลราวกับกระแสน้ำเข้าโจมตีค่ายทหารมุสลิม ทหารมุสลิมต่างพากันถอยร่นหนีคมดาบของโรมัน จนกระทั่งกองทัพโรมันรุกคืบไปถึงแนวหลังซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้หญิงและเด็ก สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดวิกฤตสูงสุด ณ ขณะนั้นเสียงหนึ่งได้ดังกึกก้องขึ้น มิใช่เสียงของแม่ทัพหรืออัศวินผู้กล้า แต่เป็นเสียงของสตรีผู้หนึ่งคือ “บุตรสาวของท่านอัมรู บินอัลอาศ” เธอได้ตะโกนใส่เหล่าทหารมุสลิมที่กำลังถอยหนีว่า “ขออัลลอฮฺทรงประณามบุรุษที่ทอดทิ้งภรรยาของตนเอง และขออัลลอฮฺทรงประณามบุรุษที่ทอดทิ้งสตรีในครอบครัว” ในขณะที่สตรีท่านอื่นก็ร้องตะโกนว่า “เกียรติยศของอิสลามอยู่ที่ไหน? เหล่าบุรุษอยู่ที่ใด? พวกท่านจะหนีไปไหน? พวกท่านทอดทิ้งพวกเราไว้กับคนเถื่อนกระนั้นหรือ?”
คำกล่าวนั้นได้สั่นคลอนจิตใจและทำให้เลือดในร่างกายของพวกเขาเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เหล่าทหารที่ถอยร่นต่างรู้สึกละอายใจ ความมุ่งมั่นของพวกเขาได้หวนกลับคืนมา พวกเขาหันกลับมาสู่สมรภูมิและเข้าประจัญบานกับพวกโรมันอีกครั้ง โดยสามารถสังหารข้าศึกไปได้เป็นจำนวนมาก
ในตอนนั้น คอลิด บินอัลวะลีด ได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์และพลิกโฉมหน้าของสงคราม ท่านพร้อมด้วยกองทหารได้เข้าโจมตีกองกำลังปีกซ้ายของโรมันอย่างหนักหน่วง ผลักดันศัตรูจนทะลวงเข้าสู่ใจกลางของกองทัพและสามารถสังหารนักรบฝ่ายข้าศึกได้ถึง 6,000 นาย จากนั้นท่านได้กล่าวว่า “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พวกเขาไม่เหลือความอดทนใด ๆ อีกแล้วนอกจากสิ่งที่พวกท่านเห็น และข้าหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงมอบแผ่นหลังของพวกเขา (หมายถึง ชัยชนะเหนือศัตรูที่หันหลังหนี) ให้แก่พวกท่านในเร็ว ๆ นี้”
หลังจากนั้น คอลิดก็ได้แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพทางทหาร โดยการสร้างรอยแยกในแนวรบของกองทัพโรมันผ่านการตัดขาดทหารม้าโรมันออกจากทหารราบ สำหรับทหารม้านั้นคอลิดได้สั่งให้ทหารของท่านเข้าโจมตีอย่างดุดัน ซึ่งพวกเขาก็กระทำการดังกล่าวจนข้าศึกอ่อนล้า เมื่อทหารม้าโรมันพยายามหาทางหนี คอลิดได้สั่งให้อัมรู บินอัลอาศ เปิดทางให้พวกเขาหลบหนี ทหารม้าโรมันจึงแตกทัพหนีไปยังพื้นที่ฟะฮัล และบางส่วนหนีไปยังเมืองดะมัสกัส
ส่วนทหารราบโรมันที่ถูกล่ามโซ่ติดกันไว้นั้น คอลิดได้สั่งให้ทหารของท่านกดดันอย่างต่อเนื่องและล่อหลอกพวกเขา เพื่อผลักพวกเขาลงสู่หุบเหวลึกแห่งยัรมูกที่อยู่เบื้องหลัง ทหารมุสลิมได้เข้าสังหารและผลักทหารโรมันให้ร่วงหล่นลงไป เมื่อทหารนายหนึ่งตกลงไปพร้อมกับโซ่ตรวน ทหารคนอื่น ๆ ที่ถูกล่ามโซ่ติดกันก็ถูกดึงร่วงลงไปด้วย ทำให้กลุ่มทหารนับหมื่นร่วงลงสู่หุบเหวและเสียชีวิตทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ ดุลยภาพแห่งสงครามยัรมูกจึงพลิกกลับมาเป็นชัยชนะอันเด็ดขาดของชาวมุสลิม และเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของชาวโรมัน เสียงตักบีรแห่งชัยชนะดังกึกก้อง และชาวมุสลิมต่างปิติยินดีกับชัยชนะครั้งนี้ ทว่าสิ่งที่มาบดบังความปีติยินดีนั้นคือการมาถึงของข่าวคราวการเสียชีวิตของเคาะลีฟะฮฺ อบูบักรฺ อัศศิดดี้ก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ
คำสั่งแรกที่ท่านอุมัร อัลฟารูก เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ประกาศขึ้นเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำ เกี่ยวกับการพิชิตดินแดนชาม คือการสั่งปลดคอลิด บิน อัลวะลีด ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารใหญ่ ซึ่งข่าวดังกล่าวสร้างความตกตะลึงราวกับฟ้าผ่า และเมื่อท่านอุมัรถูกถามถึงเหตุผลในการปลดคอลิด ท่านตอบว่า “ฉันไม่ได้ปลดคอลิดเพราะความโกรธเคืองหรือเพราะเขาทรยศ ทว่าผู้คนนั้นเริ่มหลงใหลในตัวเขา ฉันจึงเกรงว่าพวกเขาจะมอบความไว้วางใจและยึดติดกับเขามากเกินไป ฉันต้องการให้พวกเขาตระหนักว่า อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ต่างหากคือผู้ทรงดลบันดาลชัยชนะ และเพื่อมิให้พวกเขาตกอยู่ภายใต้ความลุ่มหลง”
อุมัรมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักเตาฮีด (เอกานุภาพของอัลลอฮฺ) ท่านเกรงว่าการที่ผู้คนผูกพันกับคอลิดมากเกินไป อาจทำให้พวกเขาหลงคิดไปว่าชัยชนะนั้นมาจากความกล้าหาญของคอลิด และการพิชิตดินแดนนั้นมาจากวีรกรรมของคอลิด ท่านอุมัรจึงต้องการปกป้องชาวมุสลิมจากความเสื่อมศรัทธานี้
ข่าวการปลดคอลิดและการแต่งตั้ง “ผู้ซื่อสัตย์แห่งประชาชาตินี้” คือ ท่านอบูอุบัยดะฮฺ บิน อัลญัรร็อหฺขึ้นแทนนั้น ได้มาถึงในขณะที่การสู้รบที่ยัรมูกกำลังดุเดือดที่สุด โปรดพิจารณาถึงจุดยืนของอบูอุบัยดะฮฺ ซึ่งแฝงไปด้วยบทเรียนแห่งความศรัทธาอันเป็นอมตะ ท่านได้ซ่อนจดหมายฉบับนั้นไว้จากคอลิดและไม่แจ้งให้ท่านทราบว่าท่านอุมัรได้สั่งปลดท่านแล้ว ทั้งนี้เพื่อรักษาความมีระเบียบวินัยและความสามัคคีของกองทัพ อีกทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนสมาธิของคอลิดในระหว่างการสู้รบ
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง คอลิดได้รับทราบเรื่องการปลดตนเอง ท่านจึงเข้าไปหาอบูอุบัยดะฮฺด้วยความน้อยใจ (ไม่ใช่ในคำสั่งปลด แต่ในการปกปิดคำสั่งของอบูอุบัยดะฮฺ) และกล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงอภัยให้ท่านเถิด คำสั่งแต่งตั้งจากอะมีรุลมุอ์มินีนได้มาถึงท่านแล้ว แต่ท่านกลับไม่แจ้งให้ข้าทราบ และท่านยังคงละหมาดตามหลังข้า ทั้งที่อำนาจบัญชาการนั้นเป็นของท่านแล้ว” อบูอุบัยดะฮฺได้ตอบกลับด้วยถ้อยคำที่ช่วยชะล้างจิตใจและประกาศถึงความบริสุทธิ์จากมลทินทางโลก โดยกล่าวว่า “และขออัลลอฮฺทรงอภัยให้ท่านเช่นกัน โอ้คอลิด ข้าไม่ต้องการทำลายสมาธิการรบของท่าน จนกว่าภารกิจนั้นจะสำเร็จลุล่วงไปเสียก่อน”
จากนั้นอบูอุบัยดะฮฺได้กล่าวเสริมเพื่อเผยให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง โดยกล่าวว่า “โอ้คอลิดเอ๋ย ข้าไม่ได้ปรารถนาอำนาจบนโลกนี้ และข้าก็ไม่ได้ทำงานเพื่อโลกนี้ แท้จริงแล้วสิ่งที่ท่านเห็นล้วนต้องดับสูญและสิ้นสุดลง ทว่าข้าและท่านคือพี่น้องกันและต่างดำรงอยู่เพื่อปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮฺ การที่ชายคนหนึ่งจะอยู่ภายใต้การปกครองของพี่น้องของเขา ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลเสียใด ๆ ทั้งสิ้น กลับกันผู้ปกครองต่างหากที่สุ่มเสี่ยงต่อการหลงระเริงและมีโอกาสตกหลุมพรางของความผิดบาปมากกว่า เนื่องจากต้องเผชิญกับอันตรายแห่งอำนาจ เว้นแต่ผู้ที่อัลลอฮฺทรงคุ้มครอง ซึ่งมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น”
บุรุษเหล่านี้คือคนประเภทไหนกัน? เราไม่อาจทราบได้เลยว่าควรจะประทับใจในเนื้อแท้อันสูงส่งของท่านอบูอุบัยดะฮฺ หรือความบริสุทธิ์ใจที่ลึกซึ้งของท่านคอลิด บินอัลวะลีด
คอลิดได้ลงจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร มาเป็นเพียงผู้บัญชาการกองกำลังย่อย แต่นั่นไม่ได้สร้างความด่างพร้อยหรือลดทอนคุณค่าของท่านลงแม้แต่น้อย คอลิดกลับกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เมื่อวานฉันไม่ได้สู้รบเพื่ออุมัร และวันนี้ฉันก็จะไม่สู้รบเพื่ออุมัร ทว่าฉันสู้รบเพื่ออัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”
เช่นนี้แหละคือคอลิด ท่านต่อสู้เพื่ออัลลอฮฺในฐานะแม่ทัพ และต่อสู้เพื่อพระองค์ในฐานะทหาร เพราะท่านไม่ได้ปรารถนาสิ่งใดจากการกระทำของท่าน นอกจากความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า และด้วยเหตุนี้ หน้าประวัติศาสตร์แห่งยัรมูกจึงถูกพับเก็บลง พร้อมฝากเรื่องราวไว้เตือนใจเราว่า คอลิดได้คว้าชัยชนะในสมรภูมินี้ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือชัยชนะเหนือโรมันด้วยคมดาบของท่าน และครั้งที่สองคือชัยชนะเหนืออัตตาและตัวตนของตนเองด้วยความบริสุทธิ์ใจที่แท้จริง และนี่ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
************
สนับสนุนการทำงานของ GenFa ได้ที่ :
ธนาคารกสิกรไทย สาขานราธิวาส
เลขที่บัญชี 046-3-94417-2
ชื่อบัญชี นายอุสมาน เจะอุมา





